{
    "content_title": "การพัฒนาเครื่องสกัดน้ำมันรำข้าวแบบกลั่นด้วยความร้อนร่วมกับสนามไฟฟ้าแบบพัลส์ สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม",
    "coverImage": "https:\/\/r4u.nrct.go.th\/api\/public\/file_upload\/ai_images\/17090.jpg",
    "aiAnalyze": "<h3>บทวิเคราะห์งานวิจัย<\/h3><p>งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาเครื่องสกัดน้ำมันรำข้าวด้วยวิธีการใหม่ที่ผสมผสานเทคโนโลยีการกลั่นด้วยความร้อนร่วมกับสนามไฟฟ้าแบบพัลส์ (Pulsed Electric Field: PEF) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ได้รับความสนใจในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากมีความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดและรักษาคุณภาพของสารสกัดได้ดีกว่าวิธีการดั้งเดิม การใช้ PEF ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดโดยการทำลายผนังเซลล์ของรำข้าว ทำให้น้ำมันรำข้าวถูกปลดปล่อยออกมาได้มากขึ้น นอกจากนี้ การใช้สาร IPA (Isopropyl Alcohol) เป็นตัวทำละลายแทนสารเคมีอันตรายอย่างเฮกเซน ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ส่งเสริมความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น<\/p><p>งานวิจัยได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพการสกัดของวิธี PEF กับวิธีการสกัดแบบดั้งเดิม ได้แก่ การใช้เครื่องบีบอัดไฮดรอลิคกับเฮกเซน และวิธีการสกัดด้วยสกรูบีบอัด ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าวิธี PEF ให้เปอร์เซ็นต์การสกัดน้ำมันรำข้าวสูงสุดถึง 12.56% ซึ่งสูงกว่าวิธีอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด วิธีการบีบอัดไฮดรอลิคให้ผลผลิต 8.71% และวิธีสกรูบีบอัดให้ผลผลิตเพียง 2.41% เท่านั้น ความแตกต่างนี้บ่งชี้ถึงประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของเทคโนโลยี PEF ในการสกัดน้ำมันรำข้าว<\/p><p>นอกจากประสิทธิภาพการสกัดแล้ว งานวิจัยยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของน้ำมันรำข้าวที่ได้ โดยทำการวิเคราะห์ค่าต่างๆ ที่บ่งบอกถึงคุณภาพ เช่น ค่ากรดไขมันอิสระ ค่าสปอนนิฟิเคชั่น ค่าเปอร์ออกไซด์ และค่าไอโอดีน ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าน้ำมันรำข้าวที่สกัดได้จากวิธี PEF มีคุณภาพดีกว่า โดยมีค่าสปอนนิฟิเคชั่น ค่ากรดไขมันอิสระ และค่าไอโอดีนสูงกว่า ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสถียรและอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานกว่า ในขณะที่ค่าเปอร์ออกไซด์ต่ำกว่า ซึ่งบ่งชี้ถึงการเกิดกลิ่นหืนที่ช้ากว่า แสดงให้เห็นว่าวิธี PEF ไม่เพียงแต่เพิ่มประสิทธิภาพการสกัดเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาคุณภาพของน้ำมันรำข้าวได้ดีอีกด้วย<\/p><p>การออกแบบการทดลองแบบ split plot in RCB ที่มี 3 ซ้ำ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย การควบคุมตัวแปรต่างๆ เช่น สภาพของรำข้าว (รำสด รำแห้งที่อุณหภูมิ 140℃ และ 160℃) ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ผลกระทบของแต่ละตัวแปรได้อย่างชัดเจน การใช้ระดับอุณหภูมิและความชื้นที่แตกต่างกันในการอบแห้งรำข้าว ช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบของสภาพวัตถุดิบต่อประสิทธิภาพการสกัดได้ดียิ่งขึ้น โดยพบว่ารำข้าวที่อบแห้งที่ 160℃ ให้ผลผลิตสูงสุด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมวัตถุดิบก่อนการสกัด<\/p><p>โดยสรุป งานวิจัยนี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องสกัดน้ำมันรำข้าวแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยี PEF ร่วมกับการกลั่นด้วยความร้อน ซึ่งให้ทั้งประสิทธิภาพการสกัดที่สูงและคุณภาพของน้ำมันรำข้าวที่ดี การใช้สาร IPA เป็นตัวทำละลายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยิ่งเพิ่มมูลค่าและความน่าสนใจของงานวิจัยชิ้นนี้ให้มากขึ้น การออกแบบการทดลองที่ครบถ้วนและการวิเคราะห์ข้อมูลที่ละเอียด ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของผลการวิจัย งานวิจัยนี้จึงมีศักยภาพสูงที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการสกัดน้ำมันจากพืช<\/p><h3>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด<\/h3><p>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่ง<strong>อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันพืช<\/strong> เนื่องจากได้พัฒนา<strong>เครื่องสกัดน้ำมันรำข้าว<\/strong>ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีการแบบดั้งเดิม และยังได้น้ำมันรำข้าวที่มีคุณภาพดี อายุการเก็บรักษานานขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อุตสาหกรรมอาหารที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปข้าว เช่น โรงสีข้าว โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ จะได้รับประโยชน์จากงานวิจัยนี้ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรอาจนำไปปรับใช้ในการพัฒนาเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง ทำให้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับภาคเกษตรกรรมได้<\/p><h3>งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด<\/h3><p>งานวิจัยนี้เหมาะกับผู้ประกอบอาชีพด้าน<strong>วิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมอาหาร <\/strong>และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการออกแบบและพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม และการวิเคราะห์คุณภาพของอาหาร นอกจากนี้ยังเหมาะกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปข้าว และผู้ที่สนใจด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มจากรำข้าว<\/p><h3>&nbsp;<\/h3>",
    "metaData": {
        "ProjectAbstractEN": "",
        "ProjectID": "178914",
        "Headname": "นางสาวประกอบกิจ ดังไธสง",
        "ProjectYearSubmit": "2564",
        "DepartmentTH": "กรมการข้าว",
        "oecd": "กลุ่มข้อมูลด้านเกษตรศาสตร์",
        "ProjectType": "โครงการเดี่ยว",
        "Projectstatus": "ปิดโครงการ",
        "tags": [
            "น้ำมันรำข้าว",
            "สนามไฟฟ้าแรงสูง",
            "แกมมา-โอไรซานอล",
            "กลั่นด้วยความร้อน"
        ],
        "ProjectObjective": "1. เพื่อพัฒนาเครื่องสกัดน้ำมันรำข้าวแบบกลั่นด้วยความร้อนร่วมกับสนามไฟฟ้าแบบพัลส์2. เพื่อศึกษาลักษณะของน้ำมันรำข้าวที่ผ่านแบบกลั่นด้วยความร้อนร่วมกับสนามไฟฟ้าแบบพัลส์เปรียบเทียบกับวิธีการสกัดน้ำมันรำข้าวแบบดั้งเดิม"
    },
    "apa": "นางสาวประกอบกิจ ดังไธสง. (2564). การพัฒนาเครื่องสกัดน้ำมันรำข้าวแบบกลั่นด้วยความร้อนร่วมกับสนามไฟฟ้าแบบพัลส์ สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม. กรมการข้าว. กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ปทุมธานี.",
    "chicago": "นางสาวประกอบกิจ ดังไธสง. 2564. \"การพัฒนาเครื่องสกัดน้ำมันรำข้าวแบบกลั่นด้วยความร้อนร่วมกับสนามไฟฟ้าแบบพัลส์ สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม\". กรมการข้าว. กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ปทุมธานี.",
    "mla": "นางสาวประกอบกิจ ดังไธสง. \"การพัฒนาเครื่องสกัดน้ำมันรำข้าวแบบกลั่นด้วยความร้อนร่วมกับสนามไฟฟ้าแบบพัลส์ สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม\". กรมการข้าว, 2564. กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ปทุมธานี.",
    "vancouver": "นางสาวประกอบกิจ ดังไธสง. การพัฒนาเครื่องสกัดน้ำมันรำข้าวแบบกลั่นด้วยความร้อนร่วมกับสนามไฟฟ้าแบบพัลส์ สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม. กรมการข้าว; 2564. กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ปทุมธานี.",
    "license": [
        "Creative Commons Attribution",
        "https:\/\/creativecommons.org\/licenses\/by\/4.0\/"
    ]
}