{
    "content_title": "นัฟเกาะฮฺ :สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้",
    "coverImage": "https:\/\/r4u.nrct.go.th\/api\/public\/file_upload\/ai_images\/15625.jpg",
    "aiAnalyze": "<h2>บทวิเคราะห์งานวิจัย<\/h2>\n<p>งานวิจัยเรื่อง &quot;นัฟเกาะฮฺ : สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้&quot;  มุ่งศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายอิสลามเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูภรรยา (นัฟเกาะฮฺ) ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย  งานวิจัยนี้มีมุมมองที่น่าสนใจโดยการเชื่อมโยงปัญหาทางกฎหมายกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมาย  <\/p>\n<p>งานวิจัยได้ระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  คือการศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนัฟเกาะฮฺตามหลักกฎหมายอิสลาม  ปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่  รวมทั้งศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาโดยนำกรณีศึกษาจากประเทศมาเลเซียและบรูไนมาเปรียบเทียบและประยุกต์ใช้  การนำกรณีศึกษาต่างประเทศเข้ามาช่วยวิเคราะห์เป็นจุดแข็งของงานวิจัยนี้ เพราะช่วยให้เห็นภาพเปรียบเทียบและเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ที่มีระบบกฎหมายและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน<\/p>\n<p>วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับการศึกษาปัญหาเชิงลึกในสังคม  การสัมภาษณ์ช่วยให้เข้าใจมุมมอง ความคิดเห็น และประสบการณ์ตรงของผู้เกี่ยวข้อง  ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่าและช่วยให้เข้าใจบริบททางสังคมอย่างแท้จริง  อย่างไรก็ตาม  ควรมีการระบุกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยให้ชัดเจน  เช่น จำนวนผู้ถูกสัมภาษณ์  ลักษณะของผู้ถูกสัมภาษณ์ (เช่น อายุ  สถานภาพสมรส  อาชีพ) เพื่อให้สามารถประเมินความน่าเชื่อถือของผลการวิจัยได้ดียิ่งขึ้น<\/p>\n<p>ผลการวิจัยพบว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับนัฟเกาะฮฺ  ทั้งด้านรายได้ของสามี  ความเข้าใจในกฎหมาย  สุขภาพของสามี  และการที่ภรรยาเองไม่เรียกร้องสิทธิ  เนื่องจากมีรายได้เพียงพอ  ส่วนการบังคับใช้กฎหมายนั้น  พบว่าภรรยามักเลือกที่จะใช้ช่องทางการฟ้องร้องผ่านคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมากกว่าการฟ้องร้องต่อศาล  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายอิสลามกับวัฒนธรรมท้องถิ่น  และความกังวลเกี่ยวกับความอับอายหรือค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องต่อศาล<\/p>\n<p>งานวิจัยนี้ยังสามารถพัฒนาต่อยอดได้อีกมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในการบังคับใช้กฎหมาย  การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างวิธีการบังคับใช้กฎหมายในมาเลเซียและบรูไนกับบริบทของสามจังหวัดชายแดนใต้  และการวิเคราะห์ถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับนัฟเกาะฮฺ  การเสนอแนะกลไกการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง  ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผลงานวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อสังคมมากยิ่งขึ้น<\/p>\n<p>นอกจากนี้  งานวิจัยควรให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการใช้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเป็นกลไกในการบังคับใช้กฎหมาย  เช่น การตรวจสอบความโปร่งใส  ความเป็นธรรม  และประสิทธิภาพในการทำงาน  การเปรียบเทียบกับระบบศาล  และการเสนอแนะกลไกเสริมเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  การศึกษาควรพิจารณาถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมและความเชื่อที่อาจมีผลต่อการรับรู้และการปฏิบัติตามกฎหมาย  รวมถึงการศึกษาความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อกลไกการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ<\/p>\n<h2>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด<\/h2>\n<p>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ <strong>กฎหมาย<\/strong>  <strong>การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย<\/strong>  และ <strong>การพัฒนาสังคม<\/strong>  เหตุผลคือ:<\/p>\n<ul>\n<li><strong>อุตสาหกรรมกฎหมาย:<\/strong>  งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนากฎหมาย  ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม  และให้คำปรึกษาด้านกฎหมายครอบครัวอิสลาม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้  การวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง  <\/li>\n<li><strong>อุตสาหกรรมการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย:<\/strong>  ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลในการให้คำปรึกษาแก่สตรีชาวมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้เกี่ยวกับสิทธิของตนเองตามกฎหมาย  รวมถึงการให้คำปรึกษาแก่สามีเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายอิสลาม  <\/li>\n<li><strong>อุตสาหกรรมการพัฒนาสังคม:<\/strong> งานวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจถึงปัญหาทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิสตรี  ความเหลื่อมล้ำทางเพศ  และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม  ข้อมูลนี้สามารถนำไปใช้ในการออกแบบและพัฒนาโครงการพัฒนาสังคมเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ  และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สตรีในพื้นที่<\/li>\n<\/ul>\n<h2>งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด<\/h2>\n<p>งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ <strong>นักกฎหมาย<\/strong>  <strong>นักวิชาการด้านกฎหมายอิสลาม<\/strong>  <strong>นักสังคมสงเคราะห์<\/strong>  <strong>เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายครอบครัว<\/strong>  และ <strong>นักวิจัย<\/strong>  เหตุผลคือ:<\/p>\n<ul>\n<li><strong>นักกฎหมาย:<\/strong>  สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย  การร่างคำฟ้อง  และการเตรียมเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีครอบครัวอิสลาม<\/li>\n<li><strong>นักวิชาการด้านกฎหมายอิสลาม:<\/strong>  สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์  ศึกษา  และตีความกฎหมายอิสลามเกี่ยวกับนัฟเกาะฮฺ  เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น  <\/li>\n<li><strong>นักสังคมสงเคราะห์:<\/strong>  สามารถใช้ผลการวิจัยเพื่อเข้าใจปัญหาของสตรีในสามจังหวัดชายแดนใต้  และให้การช่วยเหลือ  สนับสนุน  และแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหา  <\/li>\n<li><strong>เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายครอบครัว:<\/strong>  สามารถนำผลการวิจัยไปปรับปรุงกระบวนการทำงาน  และพัฒนากลไกการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  <\/li>\n<li><strong>นักวิจัย:<\/strong>  สามารถใช้เป็นพื้นฐานในการทำวิจัยต่อยอดในด้านกฎหมายอิสลาม  สิทธิสตรี  และการพัฒนาสังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้<\/li>\n<\/ul>\n<h2><\/h2>",
    "metaData": {
        "ProjectAbstractEN": "",
        "ProjectID": "7579",
        "Headname": "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญนิดา น้อยวงศ์",
        "ProjectYearSubmit": "2563",
        "DepartmentTH": "มหาวิทยาลัยฟาฏอนี",
        "oecd": "กลุ่มข้อมูลด้านสังคมศาสตร์",
        "ProjectType": "โครงการเดี่ยว",
        "Projectstatus": "ปิดโครงการ",
        "tags": [
            "นัฟเกาะฮฺ",
            "สามจังหวัดชายแดนใต้",
            "หลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก"
        ],
        "ProjectObjective": "ศึกษาความรู้ ความเข้าใจ สิทธิภรรยาว่าด้วยเรื่องค่าเลี้ยงดู นัฟเกาะฮฺ ตามคู่มือหลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัว และมรดก (ฉบับศาลรัฐธรรมณูญ) ของสตรีมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้ ศึกษาปัญหา และอุปสรรคในการบังคับใช้หลักกฎหมายที่เกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูนัฟเกาะฮฺในสามจังหวัดชายแดนใต้ ศึกษาวิธีการและความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยเรื่องค่าเลี้ยงดู นัฟเกาะฮฺในประเทศมาเลเซีย และบรูใน ออกแบบกลไกเพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการบังคับใช้หลักกฎหมายที่เกี่ยวกับนะฟาเกาะฮในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยนำต้นแบบการบังคับใช้กฎหมายนัฟเกาะฮฺ ของประเทศ มาเลเซีย และบรูไนมาประยุกต์ใช้"
    },
    "apa": "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญนิดา น้อยวงศ์. (2563). นัฟเกาะฮฺ :สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้. มหาวิทยาลัยฟาฏอนี. นราธิวาส, ปัตตานี, มาเลเซีย, บูรไน, ยะลา.",
    "chicago": "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญนิดา น้อยวงศ์. 2563. \"นัฟเกาะฮฺ :สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้\". มหาวิทยาลัยฟาฏอนี. นราธิวาส, ปัตตานี, มาเลเซีย, บูรไน, ยะลา.",
    "mla": "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญนิดา น้อยวงศ์. \"นัฟเกาะฮฺ :สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้\". มหาวิทยาลัยฟาฏอนี, 2563. นราธิวาส, ปัตตานี, มาเลเซีย, บูรไน, ยะลา.",
    "vancouver": "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญนิดา น้อยวงศ์. นัฟเกาะฮฺ :สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้. มหาวิทยาลัยฟาฏอนี; 2563. นราธิวาส, ปัตตานี, มาเลเซีย, บูรไน, ยะลา.",
    "license": [
        "Creative Commons Attribution",
        "https:\/\/creativecommons.org\/licenses\/by\/4.0\/"
    ]
}