{
    "content_title": "การวิจัยเชิงลึกทางอุทกธรณีวิทยาเพื่อพัฒนาระบบการจัดการน้ำบาดาลในพื้นที่เสี่ยงต่อการรุกตัวของน้ำเค็มและมีการใช้น้ำบาดาลมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย: กรณีศึกษา แอ่งน้ำบาดาลย่อยห้วยเตย",
    "coverImage": "https:\/\/r4u.nrct.go.th\/api\/public\/file_upload\/ai_images\/17258.jpg",
    "aiAnalyze": "<h3>บทวิเคราะห์งานวิจัย<\/h3>\n<p>งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับอุทกธรณีวิทยาในแอ่งน้ำบาดาลย่อยห้วยเตย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการใช้น้ำบาดาลสูงและเสี่ยงต่อการรุกตัวของน้ำเค็ม  การวิจัยมุ่งเน้นการสร้างแผนที่อุทกธรณีวิทยา, การจำแนกระบบการไหลย่อยของน้ำบาดาล, การพัฒนาเครือข่ายสังเกตการณ์คุณภาพและปริมาณน้ำบาดาล, และการประเมินความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนน้ำบาดาล  จุดเด่นของงานวิจัยอยู่ที่การนำข้อมูลเชิงลึกทางอุทกธรณีวิทยามาใช้ในการวางแผนการจัดการน้ำบาดาลอย่างยั่งยืน  <\/p>\n<p>การศึกษาพบว่าแหล่งน้ำบาดาลหลักในพื้นที่มาจากชั้นหินตะกอนหินร่วนและหินแข็ง โดยมีชั้นหินมหาสารคามซึ่งประกอบด้วยชั้นหินทรายและเกลือหินเป็นแหล่งกำเนิดความเค็ม  ความเค็มนี้แพร่กระจายในบริเวณขอบพื้นที่ศึกษา ทำให้เกิดน้ำบาดาลกร่อยและเค็ม  ปัจจุบันการใช้น้ำบาดาลเกินกว่าปริมาณการเติมตามธรรมชาติถึง 5.18 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่งผลให้ระดับน้ำบาดาลลดลงอย่างต่อเนื่อง  พื้นที่ศึกษาถูกแบ่งออกเป็นระบบการไหลย่อย 3 ระบบ  โดยระบบท่าพระและกุดรัง มีการใช้น้ำบาดาลเกินกว่าการเติมตามธรรมชาติและมีการลดระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง  <\/p>\n<p>งานวิจัยยังได้ทำการจำลองสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในอนาคต 30 ปี  โดยพิจารณา 2 ภาพฉาย  ภาพฉายแรกสมมติให้มีการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมควบคู่กับการเกษตร  ภาพฉายที่สองสมมติให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามแนวโน้มปัจจุบัน  ผลการจำลองแสดงให้เห็นว่าแม้การใช้น้ำบาดาลรวมในอนาคตอาจลดลง แต่การใช้น้ำบาดาลเพื่อธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก  อย่างไรก็ตาม  ปริมาณฝนและการเติมน้ำบาดาลตามธรรมชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้น  ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำบาดาลสูงขึ้นและส่งผลต่อการไหลและการแพร่กระจายของความเค็ม  <\/p>\n<p>การประเมินความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนพบว่าพื้นที่ถึง 15% มีความเสี่ยงสูงถึงสูงมาก  สาเหตุหลักมาจากแหล่งกำจัดขยะและโรงงานอุตสาหกรรม  นอกจากนี้  การวิจัยยังพบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับการใช้น้ำบาดาลเพื่ออุปโภคบริโภคสูงสุด  และระบบการจัดการน้ำบาดาลปัจจุบันยังอยู่ในระดับพอใช้  จำเป็นต้องมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  โดยเฉพาะการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลอุทกธรณีวิทยาให้แก่สาธารณะ<\/p>\n<p>โดยสรุป งานวิจัยนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการวางแผนการจัดการน้ำบาดาลอย่างยั่งยืนในพื้นที่แอ่งน้ำบาดาลย่อยห้วยเตยและพื้นที่อื่นๆที่คล้ายคลึงกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  การวิเคราะห์เชิงลึก  การจำลองสถานการณ์  และการประเมินความเสี่ยง  ทำให้สามารถวางแผนการใช้น้ำบาดาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ลดผลกระทบด้านลบ  และส่งเสริมการใช้น้ำบาดาลอย่างยั่งยืน  การเผยแพร่ผลการวิจัยนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนบริหารจัดการน้ำบาดาลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม<\/p>\n<h3>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด<\/h3>\n<p>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมหลายประเภท  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:<\/p>\n<ol>\n<li>\n<p><strong>อุตสาหกรรมน้ำ:<\/strong>  ข้อมูลจากงานวิจัยนี้สำคัญมากต่อการวางแผนการจัดการน้ำบาดาล  การประเมินคุณภาพน้ำ  และการคาดการณ์ความต้องการน้ำในอนาคต  บริษัทน้ำดื่ม  หรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาน้ำสามารถนำข้อมูลนี้ไปปรับปรุงกระบวนการผลิตและการวางแผนธุรกิจ  <\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>อุตสาหกรรมเกษตรกรรม:<\/strong>  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ  ข้อมูลการใช้น้ำบาดาล  ระดับน้ำบาดาล  และความเสี่ยงต่อการรุกตัวของน้ำเค็ม  มีประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนการใช้น้ำในภาคเกษตร  ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ  <\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>อุตสาหกรรมการก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์:<\/strong>  ข้อมูลทางอุทกธรณีวิทยาเป็นสิ่งจำเป็นในการวางแผนการก่อสร้าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการขนาดใหญ่  งานวิจัยนี้ช่วยประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับโครงการก่อสร้างจากการใช้น้ำบาดาลหรือการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำบาดาล  <\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว:<\/strong>  การท่องเที่ยวในพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำหรือคุณภาพน้ำบาดาล  ข้อมูลจากงานวิจัยนี้สามารถช่วยวางแผนการจัดการทรัพยากรน้ำ  เพื่อให้มั่นใจว่าการท่องเที่ยวสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน  <\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>อุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อม:<\/strong>  ข้อมูลการปนเปื้อนน้ำบาดาล  และการประเมินความเสี่ยง  เป็นข้อมูลสำคัญต่อการวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม  และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม  บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการวางแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหา<\/p>\n<\/li>\n<\/ol>\n<h3>งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด<\/h3>\n<p>งานวิจัยนี้เหมาะกับบุคคลในหลายอาชีพ  ได้แก่:<\/p>\n<ol>\n<li>\n<p><strong>นักอุทกธรณีวิทยา:<\/strong>  งานวิจัยนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกทางอุทกธรณีวิทยาที่สามารถนำไปใช้ในการวิจัยและพัฒนา  นักอุทกธรณีวิทยาสามารถนำข้อมูลนี้ไปวิเคราะห์  สร้างแบบจำลอง  และพัฒนาเทคนิคการจัดการน้ำบาดาล  <\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม:<\/strong>  ข้อมูลเกี่ยวกับการปนเปื้อนน้ำบาดาลและการประเมินความเสี่ยง  เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวิจัยและการวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม  <\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>วิศวกรสิ่งแวดล้อม:<\/strong>  งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการออกแบบและวางแผนระบบจัดการน้ำบาดาล  เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้น้ำบาดาลเป็นไปอย่างยั่งยืน  <\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>นักวางแผนเมือง:<\/strong>  ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้น้ำบาดาล  และการพัฒนาเมือง  มีความสำคัญต่อการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน  และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน  <\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>เจ้าหน้าที่รัฐ:<\/strong>  ข้อมูลจากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการกำหนดนโยบาย  การวางแผน  และการบริหารจัดการน้ำบาดาล  เพื่อให้การใช้น้ำบาดาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน  <\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>เกษตรกร:<\/strong>  เกษตรกรสามารถนำข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำบาดาลและคุณภาพน้ำบาดาลมาใช้ในการวางแผนการเพาะปลูกและการใช้น้ำ  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิต<\/p>\n<\/li>\n<\/ol>\n<h3><\/h3>",
    "metaData": {
        "ProjectAbstractEN": "",
        "ProjectID": "172734",
        "Headname": "ดร. เกวรี พลเกิ้น",
        "ProjectYearSubmit": "2565",
        "DepartmentTH": "มหาวิทยาลัยขอนแก่น",
        "oecd": "กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี",
        "ProjectType": "โครงการเดี่ยว",
        "Projectstatus": "ปิดโครงการ",
        "tags": [
            "ระบบฐานข้อมูลด้านอุทกธรณีวิทยา",
            "แอ่งน้ำบาดาล",
            "การจัดการน้ำบาดาล",
            "การใช้น้ำที่ยั่งยืน"
        ],
        "ProjectObjective": "1.จัดทำแผนที่อุทกธรณีวิทยา (Basic Hydrogeological Maps) และรายละเอียดแหล่งน้ำบาดาลหรือชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifer Delineation)2.พัฒนาระบบระบบเครือข่ายสังเกตการณ์ระดับแรงดันน้ำบาดาล (Groundwater PiezometricMonitoring Network) และระบบเครือข่ายสังเกตการณ์คุณภาพน้ำบาดาล (Groundwater QualityMonitoring Network)3.จัดทำแผนที่การประเมินความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนมลพิษในน้ำบาดาล (Groundwater PollutionHazard Assessment)"
    },
    "apa": "ดร. เกวรี พลเกิ้น. (2565). การวิจัยเชิงลึกทางอุทกธรณีวิทยาเพื่อพัฒนาระบบการจัดการน้ำบาดาลในพื้นที่เสี่ยงต่อการรุกตัวของน้ำเค็มและมีการใช้น้ำบาดาลมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย: กรณีศึกษา แอ่งน้ำบาดาลย่อยห้วยเตย. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ขอนแก่น, มหาสารคาม.",
    "chicago": "ดร. เกวรี พลเกิ้น. 2565. \"การวิจัยเชิงลึกทางอุทกธรณีวิทยาเพื่อพัฒนาระบบการจัดการน้ำบาดาลในพื้นที่เสี่ยงต่อการรุกตัวของน้ำเค็มและมีการใช้น้ำบาดาลมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย: กรณีศึกษา แอ่งน้ำบาดาลย่อยห้วยเตย\". มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ขอนแก่น, มหาสารคาม.",
    "mla": "ดร. เกวรี พลเกิ้น. \"การวิจัยเชิงลึกทางอุทกธรณีวิทยาเพื่อพัฒนาระบบการจัดการน้ำบาดาลในพื้นที่เสี่ยงต่อการรุกตัวของน้ำเค็มและมีการใช้น้ำบาดาลมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย: กรณีศึกษา แอ่งน้ำบาดาลย่อยห้วยเตย\". มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2565. ขอนแก่น, มหาสารคาม.",
    "vancouver": "ดร. เกวรี พลเกิ้น. การวิจัยเชิงลึกทางอุทกธรณีวิทยาเพื่อพัฒนาระบบการจัดการน้ำบาดาลในพื้นที่เสี่ยงต่อการรุกตัวของน้ำเค็มและมีการใช้น้ำบาดาลมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย: กรณีศึกษา แอ่งน้ำบาดาลย่อยห้วยเตย. มหาวิทยาลัยขอนแก่น; 2565. ขอนแก่น, มหาสารคาม.",
    "license": [
        "Creative Commons Attribution",
        "https:\/\/creativecommons.org\/licenses\/by\/4.0\/"
    ]
}