{
    "content_title": "การลดปริมาณอนุภาคเขม่าควันดำจากไอเสียเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้เชื้อเพลิงผสมเอทานอล-ไบโอดีเซล-ดีเซลและอุปกรณ์กรองมลพิษอนุภาคเขม่า",
    "coverImage": "https:\/\/r4u.nrct.go.th\/api\/public\/file_upload\/ai_images\/15344.jpg",
    "aiAnalyze": "<h3>บทวิเคราะห์งานวิจัย<\/h3>\n<p>งานวิจัยนี้มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมลพิษทางอากาศจากไอเสียรถยนต์ดีเซล โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุภาคเขม่าควันดำ (Soot) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสุขภาพและภาวะโลกร้อน  งานวิจัยใช้วิธีการสองทางคือ การพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือก และการพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเผาไหม้ (After-treatment Technology)  การใช้เชื้อเพลิงทางเลือกนั้น  เน้นการผสมผสานเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่ เอทานอลและไบโอดีเซล เข้ากับดีเซลในสัดส่วนต่างๆ  เพื่อศึกษาผลกระทบต่อปริมาณอนุภาคเขม่าที่ปล่อยออกมา  การทดลองใช้สัดส่วนต่างๆ เช่น B10 (0-10-90), B20 (0-20-80), B20E5 (5-20-75), และ B20E10 (10-20-70)  สะท้อนถึงความพยายามในการค้นหาสูตรเชื้อเพลิงที่เหมาะสมที่สุดในการลดมลพิษ  นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของอนุภาคเขม่าด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน เพื่อให้เข้าใจกลไกการเกิดและการลดปริมาณมลพิษอย่างลึกซึ้ง<\/p>\n<p>ส่วนเทคโนโลยีหลังการเผาไหม้  งานวิจัยนี้พัฒนาและทดสอบอุปกรณ์กรองมลพิษอนุภาคเขม่าดีเซลแบบไหลผ่านบางส่วน (Partial Flow Diesel Particulate Filters, P-DPFs)  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับรถยนต์ดีเซลที่มีมาตรฐานไอเสียไม่เกินยูโร 4  การเลือกใช้ P-DPFs  เน้นความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการติดตั้งในรถยนต์ที่มีอยู่แล้ว  ซึ่งตรงกับสภาพความเป็นจริงในประเทศไทย  การออกแบบและการทดสอบ P-DPFs  รวมถึงการประเมินประสิทธิภาพในการลดปริมาณเขม่า  ถูกดำเนินการอย่างครบวงจรในห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐาน  โดยเปรียบเทียบผลลัพธ์กับกรณีที่ไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์กรอง  เพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น<\/p>\n<p>จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการผสมผสานทั้งสองแนวทางเข้าด้วยกัน  นั่นคือการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพร่วมกับอุปกรณ์กรองมลพิษ  การทำงานร่วมกันนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดปริมาณอนุภาคเขม่าอย่างมีนัยสำคัญ  เป้าหมายที่ตั้งไว้คือการลดปริมาณมลพิษลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการติดตั้งระบบกรอง  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและความเป็นไปได้ของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  นอกจากนี้  งานวิจัยยังคำนึงถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม  โดยเน้นถึงความสำคัญของการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในการช่วยเหลือเกษตรกรและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ<\/p>\n<p>ผลการวิจัยที่ได้  นอกจากจะช่วยลดมลพิษทางอากาศและปัญหาสุขภาพแล้ว  ยังสามารถนำไปใช้ในการพัฒนามาตรฐานการปล่อยมลพิษของประเทศ  การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ  และการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของประเทศ  และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน  การใช้ห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานในการทดสอบและการวิเคราะห์ข้อมูล  ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของผลการวิจัย  ทำให้ผลลัพธ์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคอุตสาหกรรมและนโยบายของประเทศ<\/p>\n<h3>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด<\/h3>\n<p>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ และอุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อม  <\/p>\n<ul>\n<li>\n<p><strong>อุตสาหกรรมยานยนต์:<\/strong>  งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการลดมลพิษในรถยนต์ดีเซล  ทั้งในส่วนของการพัฒนาเชื้อเพลิงและระบบกรองมลพิษ  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถออกแบบและผลิตยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น  และสามารถตอบสนองต่อมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้นได้<\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ:<\/strong>  งานวิจัยนี้ศึกษาและพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ  เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล  ในการลดมลพิษจากรถยนต์ดีเซล  ข้อมูลและผลลัพธ์จากงานวิจัยจะช่วยให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น<\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>อุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อม:<\/strong>  งานวิจัยนี้มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ  ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนานโยบายและมาตรการควบคุมมลพิษทางอากาศ  การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการสร้างมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เหมาะสม<\/p>\n<\/li>\n<\/ul>\n<h3>งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด<\/h3>\n<p>งานวิจัยนี้เหมาะกับบุคลากรในหลายอาชีพ  เช่น วิศวกรยานยนต์ นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม นักวิจัยด้านพลังงานทดแทน และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม  <\/p>\n<ul>\n<li>\n<p><strong>วิศวกรยานยนต์:<\/strong>  สามารถนำความรู้จากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาระบบยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  และสามารถแก้ปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับการลดมลพิษได้<\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม:<\/strong>  สามารถใช้ข้อมูลและผลการวิจัยในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม  การพัฒนานโยบายและมาตรการควบคุมมลพิษ  และการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อม<\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>นักวิจัยด้านพลังงานทดแทน:<\/strong>  สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ  และศึกษาหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก<\/p>\n<\/li>\n<li>\n<p><strong>ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม:<\/strong>  สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการวางแผนและจัดการสิ่งแวดล้อม  การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม  และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม<\/p>\n<\/li>\n<\/ul>\n<h3><\/h3>",
    "metaData": {
        "ProjectAbstractEN": "",
        "ProjectID": "7171",
        "Headname": "รศ.ดร. ปรีชา การินทร์",
        "ProjectYearSubmit": "2563",
        "DepartmentTH": "สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง",
        "oecd": "กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี",
        "ProjectType": "โครงการเดี่ยว",
        "Projectstatus": "ปิดโครงการ",
        "tags": [
            "เครื่องยนต์ดีเซล",
            "ไบโอดีเซล",
            "ไบโอเอทานอล",
            "เขม่า",
            "ควันดำ",
            "อนุภาคฝุ่น",
            "อุปกรณ์กรองมลพิษอนุภาคเขม่าดีเซล"
        ],
        "ProjectObjective": "อุปกรณ์กรองมลพิษอนุภาคเขม่าดีเซล (Diesel Particulate Filters, DPFs) เป็นเทคโนโลยีหลังการเผาไหม้ (After-treatment Technology) ที่ถูกออกแบบให้สามารถเปลี่ยนเขม่าคาร์บอน (Soot) ให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ระบบอุปกรณ์กรองมลพิษอนุภาคเขม่าดีเซลแบบไหลผ่านบางส่วน (Partial Flow Diesel Particulate Filters, P-DPFs) เป็นระบบที่เหมาะสำหรับติดตั้งกับรถดีเซลที่มีมาตรฐานไอเสียไม่เกินระดับยูโร 4 (Euro 4) งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้ เพื่อออกแบบ สร้าง ทดสอบและวิเคราะห์ผลทางวิศวกรรมของระบบกรองมลพิษอนุภาคเขม่าดีเซลแบบไหลผ่านบางส่วน (P-DPFs) สำหรับรถยนต์ดีเซลมาตรฐานไอเสียไม่เกินระดับยูโร 4 (Euro 4) เพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) ที่สามารถลดปริมาณอนุภาคเขม่าควันดำจากไอเสียเครื่องยนต์จุดระเบิดด้วยการอัด (Compression Ignition Engines) โดยมีส่วนผมสเอทานอล-ไบโอดีเซล-ดีเซล ในสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น 0-10-90 (B10), 0-20-80 (B20), 5-20-75 (B20E5) 10-20-70 และ (B20E10) เป็นต้น เพื่อลดปริมาณมลพิษอนุภาคเขม่าจากไอเสียเครื่องยนต์และรถยนต์ดีเซล ร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ติดตั้งระบบกรองไอเสีย นอกจากนั้นการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพควบคู่กับระบบกรองมลพิษอนุภาคเขม่าดีเซลในรถยนต์ดีเซลจะสามารถแก้ปัญหามลพิษอนุภาคเขม่าควันดำในสังคมเมือง ทั้งยังช่วยลดปัญหาโลกร้อน ความมั่นคงทางพลังงานและปัญหาราคาพืชผลจากเกษตกรที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศได้"
    },
    "apa": "รศ.ดร. ปรีชา การินทร์. (2563). การลดปริมาณอนุภาคเขม่าควันดำจากไอเสียเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้เชื้อเพลิงผสมเอทานอล-ไบโอดีเซล-ดีเซลและอุปกรณ์กรองมลพิษอนุภาคเขม่า. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. กรุงเทพมหานคร.",
    "chicago": "รศ.ดร. ปรีชา การินทร์. 2563. \"การลดปริมาณอนุภาคเขม่าควันดำจากไอเสียเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้เชื้อเพลิงผสมเอทานอล-ไบโอดีเซล-ดีเซลและอุปกรณ์กรองมลพิษอนุภาคเขม่า\". สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. กรุงเทพมหานคร.",
    "mla": "รศ.ดร. ปรีชา การินทร์. \"การลดปริมาณอนุภาคเขม่าควันดำจากไอเสียเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้เชื้อเพลิงผสมเอทานอล-ไบโอดีเซล-ดีเซลและอุปกรณ์กรองมลพิษอนุภาคเขม่า\". สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, 2563. กรุงเทพมหานคร.",
    "vancouver": "รศ.ดร. ปรีชา การินทร์. การลดปริมาณอนุภาคเขม่าควันดำจากไอเสียเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้เชื้อเพลิงผสมเอทานอล-ไบโอดีเซล-ดีเซลและอุปกรณ์กรองมลพิษอนุภาคเขม่า. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง; 2563. กรุงเทพมหานคร.",
    "license": [
        "Creative Commons Attribution",
        "https:\/\/creativecommons.org\/licenses\/by\/4.0\/"
    ]
}