{
    "content_title": "การต่อรองและการช่วงชิงทางอัตลักษณ์ที่ส่งผลต่อกรอบความคิดและกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนมลายูมุสลิมภายใต้ระบบการศึกษาไทย: กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดยะลา",
    "coverImage": "https:\/\/r4u.nrct.go.th\/api\/public\/file_upload\/ai_images\/17737.jpg",
    "aiAnalyze": "<h3>บทวิเคราะห์งานวิจัย<\/h3><p>งานวิจัยเรื่อง \"การต่อรองและการช่วงชิงทางอัตลักษณ์ที่ส่งผลต่อกรอบความคิดและกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนมลายูมุสลิมภายใต้ระบบการศึกษาไทย: กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดยะลา\" เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ศึกษาปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการสร้างและรักษาอัตลักษณ์ของเยาวชนมลายูมุสลิมในพื้นที่จังหวัดยะลา ภายใต้แรงกดดันและอิทธิพลจากระบบการศึกษาไทยที่เป็นแบบแผนเดียว งานวิจัยนี้ไม่ได้เพียงแค่สำรวจความขัดแย้งระหว่างการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการปรับตัวเข้ากับระบบการศึกษาหลักเท่านั้น แต่ยังเจาะลึกลงไปในกระบวนการต่อรองและการช่วงชิงอัตลักษณ์ที่เกิดขึ้นในระดับจุลภาค โดยใช้กรณีศึกษาโรงเรียน 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา 2 แห่ง (โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ และโรงเรียนพัฒนาวิทยา) และโรงเรียนรัฐ 1 แห่ง (โรงเรียนสตรียะลา)<\/p><p>จุดแข็งของงานวิจัยนี้คือการนำทฤษฎีปฏิบัติการของบูดิเยอ (Bourdieu's Practice Theory) มาใช้เป็นกรอบการวิเคราะห์ ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าใจกระบวนการต่อรองและการช่วงชิงอัตลักษณ์ได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการวิเคราะห์ “ทุน” (capital) ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางสังคม และวิธีการที่ทุนเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการต่อรองและช่วงชิงอำนาจในการกำหนดความหมายของการศึกษาและอัตลักษณ์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ฮาบิทัส (habitus) ซึ่งเป็นระบบความเชื่อ ความคิด และนิสัยที่ฝังรากลึกในร่างกายและความคิดของเยาวชน ช่วยให้เห็นภาพการแสดงออกของอัตลักษณ์มลายูมุสลิมในมิติต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางกายภาพหรือทางออนไลน์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและพลวัตของอัตลักษณ์ในยุคปัจจุบัน<\/p><p>งานวิจัยระบุถึง 3 รูปแบบการต่อรองและการช่วงชิงอัตลักษณ์ ได้แก่ 1) การผลิตซ้ำสิ่งเดิมและรับสิ่งใหม่เข้ามา 2) การรื้อถอนรูปแบบวัฒนธรรมการเรียนรู้เดิม และ 3) การสร้างทุนทางสังคม รูปแบบเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของกลยุทธ์ที่เยาวชนและโรงเรียนใช้ในการจัดการกับความขัดแย้งระหว่างการรักษาอัตลักษณ์และการปรับตัวเข้ากับระบบการศึกษาหลัก ความสำเร็จของงานวิจัยนี้มาจากการศึกษาเชิงลึกในพื้นที่จริง การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างละเอียด และการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการวิเคราะห์การแสดงออกของเยาวชนทั้งในพื้นที่กายภาพและพื้นที่ออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของโลกดิจิทัลต่อการสร้างและแสดงออกของอัตลักษณ์ในปัจจุบัน<\/p><p>อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น การศึกษาในพื้นที่เฉพาะจังหวัดยะลา อาจทำให้ผลการวิจัยไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด และจำนวนโรงเรียนที่ใช้เป็นกรณีศึกษาค่อนข้างจำกัด อาจทำให้ไม่ครอบคลุมความหลากหลายของสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์ การวิจัยในอนาคตควรขยายขอบเขตการศึกษาไปยังพื้นที่อื่นๆ และโรงเรียนที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ได้ภาพที่ครอบคลุมและสมบูรณ์มากขึ้น แต่โดยรวมแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่า และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับอัตลักษณ์และการเรียนรู้ของเยาวชนมลายูมุสลิมได้เป็นอย่างดี<\/p><h3>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด<\/h3><p>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น <strong>กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานการศึกษาเอกชน และมหาวิทยาลัยในพื้นที่<\/strong> ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการต่อรองและการช่วงชิงอัตลักษณ์ รวมถึงความหลากหลายของกลยุทธ์ในการจัดการความขัดแย้งระหว่างการรักษาอัตลักษณ์และการปรับตัวเข้ากับระบบการศึกษาหลัก สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตร วิธีการสอน และนโยบายการศึกษาให้เหมาะสมกับบริบททางวัฒนธรรมและสังคมของเยาวชนมลายูมุสลิม นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ในการฝึกอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สามารถเข้าใจและจัดการกับความหลากหลายทางอัตลักษณ์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ<\/p><h3>งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด<\/h3><p>งานวิจัยนี้เหมาะกับ<strong>นักวิชาการ นักวิจัย นักสังคมวิทยา นักมานุษยวิทยา ครู นักการศึกษา และผู้ที่ทำงานด้านการพัฒนาการศึกษา <\/strong>ข้อมูลจากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์และการเรียนรู้ของเยาวชนมลายูมุสลิม การวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการต่อรองและการช่วงชิงอัตลักษณ์ สามารถเป็นพื้นฐานในการออกแบบการวิจัยเชิงลึกในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง นักการศึกษาสามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบหลักสูตร การสอน และการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนนักวิชาการและนักวิจัยสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์ ตีความ และสร้างทฤษฎีใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา อัตลักษณ์ และสังคม ในบริบทที่ซับซ้อน เช่น พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้<\/p><h3>&nbsp;<\/h3>",
    "metaData": {
        "ProjectAbstractEN": "",
        "ProjectID": "174698",
        "Headname": "นายไอยเรศ บุญฤทธิ์",
        "ProjectYearSubmit": "2565",
        "DepartmentTH": "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์",
        "oecd": "กลุ่มข้อมูลด้านมนุษย์ศาสตร์",
        "ProjectType": "โครงการเดี่ยว",
        "Projectstatus": "ปิดโครงการ",
        "tags": [
            "การต่อรอง",
            "การช่วงชิง",
            "เยาวชนมลายูมุสลิม"
        ],
        "ProjectObjective": "1. เพื่อศึกษากระบวนการต่อรองและการช่วงชิงอัตลักษณ์ในมิติของการศึกษาของเยาวชนมลายูมุสลิมภายใต้ระบบการศึกษาไทย2. เพื่อวิเคราะห์กระบวนการต่อรองและการช่วงชิงอัตลักษณ์ในมิติของการศึกษาของเยาวชนมลายูมุสลิมที่มีผลต่อกรอบความคิดและกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนมลายูมุสลิมในปัจจุบัน"
    },
    "apa": "นายไอยเรศ บุญฤทธิ์. (2565). การต่อรองและการช่วงชิงทางอัตลักษณ์ที่ส่งผลต่อกรอบความคิดและกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนมลายูมุสลิมภายใต้ระบบการศึกษาไทย: กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดยะลา. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ยะลา.",
    "chicago": "นายไอยเรศ บุญฤทธิ์. 2565. \"การต่อรองและการช่วงชิงทางอัตลักษณ์ที่ส่งผลต่อกรอบความคิดและกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนมลายูมุสลิมภายใต้ระบบการศึกษาไทย: กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดยะลา\". มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ยะลา.",
    "mla": "นายไอยเรศ บุญฤทธิ์. \"การต่อรองและการช่วงชิงทางอัตลักษณ์ที่ส่งผลต่อกรอบความคิดและกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนมลายูมุสลิมภายใต้ระบบการศึกษาไทย: กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดยะลา\". มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2565. ยะลา.",
    "vancouver": "นายไอยเรศ บุญฤทธิ์. การต่อรองและการช่วงชิงทางอัตลักษณ์ที่ส่งผลต่อกรอบความคิดและกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชนมลายูมุสลิมภายใต้ระบบการศึกษาไทย: กรณีศึกษาพื้นที่จังหวัดยะลา. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2565. ยะลา.",
    "license": [
        "Creative Commons Attribution",
        "https:\/\/creativecommons.org\/licenses\/by\/4.0\/"
    ]
}