{
    "content_title": "การเพิ่มมูลค่าวัสดุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อผลิตเป็นวัสดุพิเศษสำหรับงานซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างคอนกรีต",
    "coverImage": "https:\/\/r4u.nrct.go.th\/api\/public\/file_upload\/ai_images\/18084.jpg",
    "aiAnalyze": "<h3>บทวิเคราะห์งานวิจัย<\/h3><p>งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าของวัสดุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ (เถ้าลอย) โดยนำมาพัฒนาเป็นวัสดุซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงโครงสร้างคอนกรีต ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาต้นทุนสูงของวัสดุซ่อมแซมคอนกรีตที่มีอยู่เดิม เช่น โพลีเมอร์โมดิฟายและอีพ็อกซี่เรซิ่น งานวิจัยแบ่งออกเป็นสองระยะ ระยะแรกมุ่งพัฒนาวัสดุซ่อมแซมผิวถนนคอนกรีตจากวัสดุอัลคาไลคอนกรีตสังเคราะห์จากเถ้าลอยและปูนซีเมนต์ ระยะที่สองมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์วัสดุเชื่อมประสานต้นทุนต่ำสำหรับอุปกรณ์ฝังยึดแบบติดตั้งภายหลัง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สำคัญในการลดต้นทุนและการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ<\/p><p>การใช้วัสดุอัลคาไลที่สังเคราะห์จากเถ้าลอย (แทนที่ปูนซีเมนต์บางส่วน) และสารละลายโซเดียมซิลิเกตและโซเดียมไฮดรอกไซด์ เป็นแนวทางที่น่าสนใจ เนื่องจากเถ้าลอยเป็นวัสดุเหลือใช้ที่มีปริมาณมากจากโรงไฟฟ้า การนำมาใช้จะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การทดแทนปูนซีเมนต์ด้วยเถ้าลอยในระดับร้อยละ 10 และ 20 โดยน้ำหนัก แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาอัตราส่วนที่เหมาะสมและประหยัดต้นทุน การทดสอบคุณสมบัติทางกลของวัสดุอัลคาไล เช่น ความต้านทานการกัดกร่อน ความสามารถต้านทานแรงอัดและแรงดัด เปรียบเทียบกับวัสดุเชิงพาณิชย์ ช่วยยืนยันประสิทธิภาพของวัสดุที่พัฒนาขึ้น โดยเฉพาะการทดสอบแรงดึงถอนของวัสดุเชื่อมประสานสำหรับอุปกรณ์ฝังยึด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้งานจริง<\/p><p>อย่างไรก็ตาม รายละเอียดบางประการยังต้องการการวิเคราะห์เพิ่มเติม เช่น อายุการใช้งานของวัสดุอัลคาไลในสภาพแวดล้อมจริง ความทนทานต่อสภาวะอุณหภูมิและความชื้นที่แตกต่างกัน ตลอดจนการวิเคราะห์วงจรชีวิต (Life Cycle Assessment) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนอย่างละเอียดระหว่างการใช้วัสดุอัลคาไลกับวัสดุเชิงพาณิชย์ รวมถึงการคำนึงถึงต้นทุนการผลิตและการขนส่ง เพื่อให้เห็นภาพความคุ้มค่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การพัฒนาต้นแบบวัสดุและกระบวนการผลิตที่พร้อมสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ผลงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเข้ากันได้ของวัสดุอัลคาไลกับวัสดุอื่นๆ ที่ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น คอนกรีตที่มีอยู่เดิม ก็มีความสำคัญเช่นกัน<\/p><p>งานวิจัยนี้มีข้อดีคือ เป็นการใช้นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่จริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเน้นการลดต้นทุนและการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์และพร้อมสำหรับการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ<\/p><h3>งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด<\/h3><p>งานวิจัยนี้เหมาะกับ<strong>อุตสาหกรรมก่อสร้าง<\/strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมซ่อมแซมและบำรุงรักษาโครงสร้างคอนกรีต เนื่องจากวัสดุที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ทดแทนวัสดุซ่อมแซมคอนกรีตที่มีราคาแพง เช่น อีพ็อกซี่เรซิ่น และยังช่วยลดต้นทุนในการซ่อมแซม นอกจากนี้ ยังเหมาะกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพทางการตลาด และอุตสาหกรรมการจัดการขยะ เพราะช่วยลดปริมาณขยะจากเถ้าลอยที่เหลือทิ้งจากโรงไฟฟ้า<\/p><h3>งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด<\/h3><p>งานวิจัยนี้เหมาะกับ<strong>วิศวกรโยธา วิศวกรวัสดุ นักวิทยาศาสตร์วัสดุ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก่อสร้าง<\/strong> วิศวกรโยธาสามารถนำความรู้จากงานวิจัยไปใช้ในการออกแบบและควบคุมงานซ่อมแซมโครงสร้างคอนกรีต วิศวกรวัสดุและนักวิทยาศาสตร์วัสดุสามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการพัฒนาวัสดุใหม่ๆ ส่วนผู้ประกอบการสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสร้างรายได้และขยายธุรกิจ<\/p><h3>&nbsp;<\/h3>",
    "metaData": {
        "ProjectAbstractEN": "",
        "ProjectID": "179680",
        "Headname": "รองศาสตราจารย์ ดร. ธนากร ภูเงินขำ",
        "ProjectYearSubmit": "2565",
        "DepartmentTH": "มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน",
        "oecd": "กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี",
        "ProjectType": "แผนงาน หรือชุดโครงการ",
        "Projectstatus": "ปิดโครงการ",
        "tags": [
            "การเพิ่มมูลค่า",
            "วัสดุพิเศษ",
            "วัสดุพลอยได้",
            "โรงไฟฟ้าแม่เมาะ",
            "งานซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างคอนกรีต"
        ],
        "ProjectObjective": "เพื่อพัฒนาวัสดุซ่อมแซมผิวถนนคอนกรีตและวัสดุเชื่อมประสานต้นทุนต่ำสำหรับอุปกรณ์ฝังยึดแบบติดตั้งภายหลังที่สังเคราะห์จากไฮบริดอัลคาไลน์เถ้าลอยแคลเซียมสูงที่อายุการบ่ม 1 และ 7 วัน ซึ่งเป็นวัสดุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่มีคุณสมบัติเทียบเคียงกับคอนกรีตซ่อมแซมทั่วไปและพุกเคมีเชิงพาณิชย์ เพื่อศึกษาวิเคราะห?ผลกระทบทางด?านเศรษฐศาสตร์ในการลงทุนผลิตวัสดุซ่อมแซมผิวถนนคอนกรีตชนิดใหม่และวัสดุเชื่อมประสานต้นทุนต่ำสำหรับอุปกรณ์ฝังยึดแบบติดตั้งภายหลังเพื่อใช้ในงานซ่อมบำรุงและเป็นการลดการใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อพัฒนาต้นแบบวัสดุซ่อมแซมผิวถนนคอนกรีตชนิดใหม่และต้นแบบพุกเคมีทางเลือกที่เป็นการใช้ประโยชน์จากวัสดุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อเป็นแนวทางการนำไปใช้ในทางปฏิบัติจริง"
    },
    "apa": "รองศาสตราจารย์ ดร. ธนากร ภูเงินขำ. (2565). การเพิ่มมูลค่าวัสดุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อผลิตเป็นวัสดุพิเศษสำหรับงานซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างคอนกรีต. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน. นครราชสีมา, พะเยา, ลำปาง.",
    "chicago": "รองศาสตราจารย์ ดร. ธนากร ภูเงินขำ. 2565. \"การเพิ่มมูลค่าวัสดุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อผลิตเป็นวัสดุพิเศษสำหรับงานซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างคอนกรีต\". มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน. นครราชสีมา, พะเยา, ลำปาง.",
    "mla": "รองศาสตราจารย์ ดร. ธนากร ภูเงินขำ. \"การเพิ่มมูลค่าวัสดุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อผลิตเป็นวัสดุพิเศษสำหรับงานซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างคอนกรีต\". มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน, 2565. นครราชสีมา, พะเยา, ลำปาง.",
    "vancouver": "รองศาสตราจารย์ ดร. ธนากร ภูเงินขำ. การเพิ่มมูลค่าวัสดุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อผลิตเป็นวัสดุพิเศษสำหรับงานซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างคอนกรีต. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน; 2565. นครราชสีมา, พะเยา, ลำปาง.",
    "license": [
        "Creative Commons Attribution",
        "https:\/\/creativecommons.org\/licenses\/by\/4.0\/"
    ]
}