การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยเรื่อง “การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา” นี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพผสมผสาน ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการรังแกออนไลน์ (Cyberbullying) ในกลุ่มเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยเน้นการพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย ซึ่งแตกต่างจากหลักสูตรที่นำเข้ามาจากต่างประเทศที่อาจไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและสภาพความเป็นจริงของประเทศ งานวิจัยนี้มีความสำคัญและน่าสนใจหลายประการ ดังนี้:
ความสำคัญด้านการแก้ปัญหาสังคม: ปัญหาการรังแกออนไลน์เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและพัฒนาการของเด็ก งานวิจัยนี้พยายามเข้าถึงรากเหง้าของปัญหา ไม่เพียงแต่ศึกษาพฤติกรรมการรังแก แต่ยังศึกษาปัจจัยต่างๆที่นำไปสู่การรังแก เช่น พื้นฐานครอบครัว การเลี้ยงดู และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเล่นกับการรังแก การระบุสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้การแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น และหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมาจึงมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความสำคัญด้านการพัฒนาหลักสูตร: งานวิจัยนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การศึกษาปัญหา แต่ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมหลักสูตร “ภูมิรู้ดิจิทัล” ขึ้นมา หลักสูตรนี้มีโครงสร้างที่น่าสนใจ โดยแบ่งเป็น 3 องค์ประกอบหลัก คือ ภูมิรู้ (ความรู้ความเข้าใจ), ภูมิคิด (การคิดวิเคราะห์), และภูมิธรรม (เมตตา กรุณา) ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 การใช้สถานการณ์เสมือนจริง (Stimulation Based Learning) ในการเรียนการสอนเป็นวิธีการที่เหมาะสมสำหรับเด็กระดับประถมศึกษา ทำให้เข้าใจและจดจำได้ง่าย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ การมอบความยืดหยุ่นให้ครูเป็นผู้พัฒนาแผนการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่ง ก็เป็นจุดแข็งอีกประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความยั่งยืนของหลักสูตร
ความสำคัญด้านวิธีวิจัย: การใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) คือการนำทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมารวมกัน ช่วยให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน การเก็บข้อมูลจากนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และผู้บริหารโรงเรียนในหลายพื้นที่ ช่วยให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง การใช้การวิจัยเชิงทดลอง ช่วยยืนยันประสิทธิภาพของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น ทำให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ข้อจำกัดของงานวิจัย: แม้ว่างานวิจัยนี้จะมีจุดเด่นหลายประการ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น กลุ่มตัวอย่างอาจยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งอาจทำให้ผลการวิจัยไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ระยะเวลาในการติดตามผลหลังจากการทดลองใช้หลักสูตรอาจยังไม่เพียงพอ ที่จะประเมินผลกระทบระยะยาว การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้ในโรงเรียนต่างๆ รวมถึงการติดตามผลระยะยาว จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับงานวิจัยนี้มากยิ่งขึ้น
โดยสรุป งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพ ที่ให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และนวัตกรรมในการแก้ปัญหาการรังแกออนไลน์ในเด็กประถมศึกษา เป็นงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อสังคม และน่าจะเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับงานวิจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กและเยาวชน
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน เหตุผลคือ:
-
อุตสาหกรรมการศึกษา: หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ในโรงเรียน สถาบันการศึกษาต่างๆ และเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และป้องกันปัญหาการรังแกออนไลน์ในกลุ่มเด็กนักเรียน
-
อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ: งานวิจัยนี้สามารถนำไปพัฒนาเป็นแอปพลิเคชัน เกมการศึกษา หรือสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการรังแกออนไลน์
-
อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน: งานวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อองค์กร มูลนิธิ หรือหน่วยงานต่างๆที่ทำงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการอบรม ให้ความรู้ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันการรังแกออนไลน์
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพครู นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาหลักสูตร และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เหตุผลคือ:
-
ครู: ครูสามารถนำหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นไปใช้ในการสอน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการรังแกออนไลน์ในโรงเรียน
-
นักจิตวิทยา: งานวิจัยนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการรังแกออนไลน์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการให้คำปรึกษา และบำบัดผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการรังแก
-
นักสังคมสงเคราะห์: งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการทำงานกับครอบครัว และชุมชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และป้องกันปัญหาการรังแกออนไลน์
-
นักพัฒนาหลักสูตร: งานวิจัยนี้เป็นต้นแบบที่ดีในการพัฒนาหลักสูตร และสื่อการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และการป้องกันการรังแกออนไลน์
-
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน: งานวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อบุคคล หรือองค์กรต่างๆที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน สามารถนำไปใช้ในการให้ความรู้ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันการรังแกออนไลน์
| รหัสโครงการ : | 117039 |
| หัวหน้าโครงการ : | ดร. สุจิตรา แก้วสีนวล |
| ปีงบประมาณ : | 2564 |
| หน่วยงาน : | มหาวิทยาลัยแม่โจ้ |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านสังคมศาสตร์ |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อของเด็กและเยาวชนเพื่อป้องกันการรังแกและการสื่อสารเพื่อสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรสำหรับการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อของเด็กและเยาวชนในการป้องกันการรังแกและการสื่อสารเพื่อสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา เพื่อสร้างสถานศึกษาต้นแบบในการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อของเด็กและเยาวชนเพื่อป้องกันการรังแกและการสื่อสารเพื่อสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา |
ดร. สุจิตรา แก้วสีนวล. (2564). การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา. มหาวิทยาลัยแม่โจ้. กรุงเทพมหานคร, ลำพูน, สงขลา, อุดรธานี.
ดร. สุจิตรา แก้วสีนวล. 2564. "การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา". มหาวิทยาลัยแม่โจ้. กรุงเทพมหานคร, ลำพูน, สงขลา, อุดรธานี.
ดร. สุจิตรา แก้วสีนวล. "การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา". มหาวิทยาลัยแม่โจ้, 2564. กรุงเทพมหานคร, ลำพูน, สงขลา, อุดรธานี.
ดร. สุจิตรา แก้วสีนวล. การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการสร้างภูมิรู้ดิจิทัลเพื่อป้องกันการรังแกบนโลกออนไลน์สำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา. มหาวิทยาลัยแม่โจ้; 2564. กรุงเทพมหานคร, ลำพูน, สงขลา, อุดรธานี.