กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี

การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตไอโซมอลโตโอลิโกแซคคาไรด์จากสตาร์ชมันสำปะหลังในระดับโรงงานต้นแบบ

... 25 มีนาคม 2568

บทวิเคราะห์งานวิจัย

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไอโซมอลโตโอลิโกแซคคาไรด์ (IMO) จากแป้งมันสำปะหลังในระดับโรงงานต้นแบบ ซึ่งเป็นการวิจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพ เนื่องจาก IMO เป็นสารให้ความหวานที่มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ ส่งผลดีต่อสุขภาพ เป้าหมายหลักของงานวิจัยคือการเพิ่มผลผลิต IMO ให้ได้ถึง 80% พร้อมทั้งควบคุมความยาวของสายโมเลกุล (DP 3-9) เพื่อให้ได้คุณภาพและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจากการทดลองใช้เอนไซม์ต่างๆ ในการย่อยสลายแป้งมันสำปะหลัง โดยเลือกใช้เอนไซม์ Kleistase T10S ในขั้นตอนแรก (step 1) และ Beta-amylase “Amano” + Transglucosidase L Amano ในขั้นตอนที่สอง (step 2) ซึ่งเป็นการทดลองที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับปฏิกิริยาเอนไซม์และการควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อผลผลิต ผลการทดลองพบว่าได้ผลผลิต IMO 74.80% ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมาย แต่ยังพบปริมาณกลูโคสสูงถึง 37.82% ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์

งานวิจัยจึงได้ดำเนินการขั้นตอนการทำให้บริสุทธิ์ โดยใช้วิธีการโครมาโตกราฟฟี่แบบ SSMB และเทคโนโลยีนาโนเมมเบรน เพื่อกำจัดกลูโคสออกจากผลิตภัณฑ์ วิธีการโครมาโตกราฟฟี่ได้แสดงประสิทธิภาพที่สูงกว่า สามารถกำจัดกลูโคสได้เกือบสมบูรณ์ เหลือเพียง 8.09% ในผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ขั้นตอนนี้สำคัญมากเนื่องจากกลูโคสส่วนเกินอาจส่งผลต่อรสชาติ คุณภาพ และคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกของ IMO

หลังจากการทำให้บริสุทธิ์ ผลิตภัณฑ์ IMO ที่ได้ผ่านการวิเคราะห์คุณภาพอย่างละเอียด รวมถึงการวิเคราะห์ทางโภชนาการ การตรวจหาจุลินทรีย์และโลหะหนัก ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ IMO ที่ได้มีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ IMO 900 ทางการค้า โดยมีปริมาณ Oligosaccharide (DP 2-5) 89.16%, DP ≥ 3 85.64% และปริมาณกลูโคสต่ำ นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบความปลอดภัย ไม่พบเชื้อ Salmonella spp. และโลหะหนัก เช่น ตะกั่วและสารหนู

สุดท้าย งานวิจัยยังได้ทำการทดสอบคุณสมบัติพรีไบโอติกของ IMO โดยการศึกษาผลต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์โพรไบโอติก Bifidobacterium lactis และ Lactobacillus acidophilus ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า IMO สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์โพรไบโอติกเหล่านี้ได้ ซึ่งยืนยันคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกและคุณค่าทางด้านสุขภาพของผลิตภัณฑ์ โดยรวมแล้ว งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการปรับปรุงกระบวนการผลิต IMO จากแป้งมันสำปะหลัง โดยสามารถเพิ่มผลผลิต ควบคุมคุณภาพ และยืนยันคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่มีคุณค่าและสามารถนำไปต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี

งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด

งานวิจัยนี้เหมาะอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตอาหารเสริม อาหารเพื่อสุขภาพ และเครื่องดื่ม เนื่องจาก IMO ที่ผลิตได้มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ สามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ขนม และเครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณประโยชน์ให้กับผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังเหมาะกับอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร เนื่องจากใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต IMO จึงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรม

งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด

งานวิจัยนี้เหมาะสำหรับนักวิจัย วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ วิทยาศาสตร์อาหาร และวิศวกรรมเคมี โดยเฉพาะผู้ที่สนใจด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และการวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมคุณภาพ และผู้จัดการโรงงาน ที่ต้องการความรู้และเทคนิคในการผลิต IMO ที่มีคุณภาพสูง และมีประสิทธิภาพ อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ การปรับปรุงกระบวนการผลิต และการควบคุมคุณภาพ จะได้รับประโยชน์จากงานวิจัยนี้เป็นอย่างมาก

 

สร้างบทวิเคราะห์โดย Gemini เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568
การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตไอโซมอลโตโอลิโกแซคคาไรด์จากสตาร์ชมันสำปะหลังในระดับโรงงานต้นแบบ
ภาพนี้สร้างโดย Image GPT เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568
รหัสโครงการ : 173433
หัวหน้าโครงการ : รศ.ดร. สันทัด วิเชียรโชติ
ปีงบประมาณ : 2565
หน่วยงาน : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สาขาวิจัย : กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี
ประเภทโครงการ : โครงการเดี่ยว
สถานะ : ปิดโครงการ
คำสำคัญ :
วัตถุประสงค์ : 1. เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตไอโซมอลโตโอลิโกแซคคาไรด์จากสตาร์ชมันสำปะหลังในระดับโรงงานต้นแบบให้มีร้อยละผลผลิต (yield) สูงขึ้นประมาณ 80% (total oligosaccharides)2. เพื่อเพิ่มความยาวของสายโมเลกุลไอโซมอลโตโอลิโกแซคคาไรด์ที่ผลิตได้โดยมีดัชนีการสังเคราะห์พอลิเมอร์ (degree of polymerization, DP) อยู่ในช่วง DP 3-9

รศ.ดร. สันทัด วิเชียรโชติ. (2565). การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตไอโซมอลโตโอลิโกแซคคาไรด์จากสตาร์ชมันสำปะหลังในระดับโรงงานต้นแบบ. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สงขลา.

รศ.ดร. สันทัด วิเชียรโชติ. 2565. "การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตไอโซมอลโตโอลิโกแซคคาไรด์จากสตาร์ชมันสำปะหลังในระดับโรงงานต้นแบบ". มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สงขลา.

รศ.ดร. สันทัด วิเชียรโชติ. "การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตไอโซมอลโตโอลิโกแซคคาไรด์จากสตาร์ชมันสำปะหลังในระดับโรงงานต้นแบบ". มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2565. สงขลา.

รศ.ดร. สันทัด วิเชียรโชติ. การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตไอโซมอลโตโอลิโกแซคคาไรด์จากสตาร์ชมันสำปะหลังในระดับโรงงานต้นแบบ. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2565. สงขลา.

Creative Commons : CC

Creative Commons
Attribution ให้เผยแพร่ ดัดแปลง โดยต้องระบุที่มา