การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT" นี้มุ่งเน้นการสร้างระบบเฝ้าระวังรังสีแบบเรียลไทม์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (IoT) ระบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในสถานที่ต่างๆ ที่มีการใช้งานรังสีนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีการนำรังสีมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์อย่างแพร่หลาย การมีระบบตรวจวัดที่แม่นยำและสามารถแจ้งเตือนได้ทันท่วงทีนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางรังสีและคุ้มครองสุขภาพของบุคลากรและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการนำเทคโนโลยี IoT มาประยุกต์ใช้ ทำให้สามารถตรวจวัดและบันทึกข้อมูลปริมาณรังสีได้อย่างต่อเนื่องและแสดงผลแบบเรียลไทม์ผ่านอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ การใช้เซนเซอร์หลายชนิดอย่าง ไกเกอร์มุลเลอร์และ Scintillation ช่วยเพิ่มความครอบคลุมและความแม่นยำในการตรวจวัด การใช้ ESP32 เป็นโมดูลสื่อสารไร้สายช่วยให้ระบบสามารถติดตั้งและใช้งานได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ การเชื่อมต่อกับ Cloud Platform ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลา และสามารถจัดการระบบได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงการสามารถแสดงข้อมูลย้อนหลังได้ ทำให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสอบเทียบเครื่องมือวัดรังสีจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยรับประกันความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่วัดได้ ระบบนี้จึงไม่เพียงแต่ตรวจวัดปริมาณรังสีได้อย่างแม่นยำเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานได้อีกด้วย ความสามารถในการแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อตรวจพบระดับรังสีที่เกินเกณฑ์มาตรฐานนั้นเป็นฟังก์ชันที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังสามารถพัฒนาต่อยอดได้อีกหลายด้าน เช่น การเพิ่มความสามารถในการระบุชนิดของรังสี การพัฒนาระบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนมากขึ้น การเพิ่มฟังก์ชั่นการควบคุมระบบจากระยะไกล และการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือที่ใช้งานง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น การวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความทนทานของระบบในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา การศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลและการป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตก็มีความสำคัญเช่นกัน การขยายการใช้งานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมไปยังหน่วยงานอื่นๆ เช่น โรงพยาบาล สถาบันวิจัย และสถานที่อื่นๆ ที่ใช้รังสีนิวเคลียร์ ก็จะเป็นการเพิ่มประโยชน์ของระบบนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพและต้นทุนกับระบบที่มีอยู่เดิมก็จะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้รังสีนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
-
อุตสาหกรรมการแพทย์: โรงพยาบาล คลินิก และศูนย์การแพทย์ต่างๆ ที่ใช้รังสีในการวินิจฉัยและรักษาโรค ระบบนี้จะช่วยตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในห้องเอกซเรย์ ห้องฉายรังสี และพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยและบุคลากรได้รับอยู่ในระดับที่ปลอดภัย
-
อุตสาหกรรมการผลิต: โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้รังสีในกระบวนการผลิต เช่น การตรวจสอบรอยเชื่อม การฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ ระบบนี้จะช่วยตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในพื้นที่ทำงาน เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของพนักงาน
-
อุตสาหกรรมการวิจัยและพัฒนา: สถาบันวิจัยและห้องปฏิบัติการที่ใช้รังสีในงานวิจัยและพัฒนา เช่น การวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ ชีววิทยา และเคมี ระบบนี้จะช่วยตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณรังสีที่นักวิจัยได้รับอยู่ในระดับที่ปลอดภัย
-
อุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์: โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการวัสดุนิวเคลียร์ ระบบนี้จะช่วยเฝ้าระวังและตรวจสอบระดับรังสีในพื้นที่ต่างๆ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของรังสีและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับบุคลากรในหลายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการใช้งานรังสี เช่น:
-
นักฟิสิกส์การแพทย์: รับผิดชอบในการควบคุมและตรวจสอบปริมาณรังสีที่ใช้ในการรักษาพยาบาล ระบบนี้ช่วยให้การตรวจสอบทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น
-
วิศวกรนิวเคลียร์: ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ระบบนี้ช่วยให้การเฝ้าระวังและการควบคุมความปลอดภัยทางรังสีทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี: รับผิดชอบในการตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในสถานที่ทำงาน ระบบนี้ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและลดภาระงาน
-
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข: รับผิดชอบในการตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในชุมชน ระบบนี้ช่วยให้การตรวจสอบครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้นและทันท่วงที
-
นักวิจัยด้านนิวเคลียร์: ระบบนี้ช่วยให้การควบคุมความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
| รหัสโครงการ : | 174153 |
| หัวหน้าโครงการ : | นายเกรียงไกร ภูวดลกิจ |
| ปีงบประมาณ : | 2565 |
| หน่วยงาน : | สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | เพื่อพัฒนาเป็นระบบเครือข่ายเฝ้าระวังทางรังสี ซึ่งผู้ใช้งานสามารถติดต่อสื่อสารกับเครื่องวัดรังสีต่างๆได้ผ่านทางอุปกรณ์ติดตามตัว (Smartphone, Computer) นำร่องที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนำไปขยายผลสร้างระบบในเชิงกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้มีความปลอดภัยทางรังสีทั้งในสถานประกอบการและระดับชุมชนผ่านการแจ้งเตือนอันตรายทางรังสีเข้าทางโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุ |
นายเกรียงไกร ภูวดลกิจ. (2565). การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน). นครนายก.
นายเกรียงไกร ภูวดลกิจ. 2565. "การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT". สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน). นครนายก.
นายเกรียงไกร ภูวดลกิจ. "การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT". สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), 2565. นครนายก.
นายเกรียงไกร ภูวดลกิจ. การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน); 2565. นครนายก.