กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี

การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT

... 27 มีนาคม 2568
การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT
ภาพนี้สร้างโดย Image GPT เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568

บทวิเคราะห์งานวิจัย

งานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT" นี้มุ่งเน้นการสร้างระบบเฝ้าระวังรังสีแบบเรียลไทม์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (IoT) ระบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในสถานที่ต่างๆ ที่มีการใช้งานรังสีนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีการนำรังสีมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์อย่างแพร่หลาย การมีระบบตรวจวัดที่แม่นยำและสามารถแจ้งเตือนได้ทันท่วงทีนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางรังสีและคุ้มครองสุขภาพของบุคลากรและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการนำเทคโนโลยี IoT มาประยุกต์ใช้ ทำให้สามารถตรวจวัดและบันทึกข้อมูลปริมาณรังสีได้อย่างต่อเนื่องและแสดงผลแบบเรียลไทม์ผ่านอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ การใช้เซนเซอร์หลายชนิดอย่าง ไกเกอร์มุลเลอร์และ Scintillation ช่วยเพิ่มความครอบคลุมและความแม่นยำในการตรวจวัด การใช้ ESP32 เป็นโมดูลสื่อสารไร้สายช่วยให้ระบบสามารถติดตั้งและใช้งานได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ การเชื่อมต่อกับ Cloud Platform ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ทุกเวลา และสามารถจัดการระบบได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงการสามารถแสดงข้อมูลย้อนหลังได้ ทำให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มและวางแผนการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสอบเทียบเครื่องมือวัดรังสีจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยรับประกันความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่วัดได้ ระบบนี้จึงไม่เพียงแต่ตรวจวัดปริมาณรังสีได้อย่างแม่นยำเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานได้อีกด้วย ความสามารถในการแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อตรวจพบระดับรังสีที่เกินเกณฑ์มาตรฐานนั้นเป็นฟังก์ชันที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังสามารถพัฒนาต่อยอดได้อีกหลายด้าน เช่น การเพิ่มความสามารถในการระบุชนิดของรังสี การพัฒนาระบบการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนมากขึ้น การเพิ่มฟังก์ชั่นการควบคุมระบบจากระยะไกล และการพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือที่ใช้งานง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น การวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความทนทานของระบบในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกันก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา การศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลและการป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตก็มีความสำคัญเช่นกัน การขยายการใช้งานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมไปยังหน่วยงานอื่นๆ เช่น โรงพยาบาล สถาบันวิจัย และสถานที่อื่นๆ ที่ใช้รังสีนิวเคลียร์ ก็จะเป็นการเพิ่มประโยชน์ของระบบนี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพและต้นทุนกับระบบที่มีอยู่เดิมก็จะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ

งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด

งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้รังสีนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • อุตสาหกรรมการแพทย์: โรงพยาบาล คลินิก และศูนย์การแพทย์ต่างๆ ที่ใช้รังสีในการวินิจฉัยและรักษาโรค ระบบนี้จะช่วยตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในห้องเอกซเรย์ ห้องฉายรังสี และพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยและบุคลากรได้รับอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

  • อุตสาหกรรมการผลิต: โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้รังสีในกระบวนการผลิต เช่น การตรวจสอบรอยเชื่อม การฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ และการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ ระบบนี้จะช่วยตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในพื้นที่ทำงาน เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของพนักงาน

  • อุตสาหกรรมการวิจัยและพัฒนา: สถาบันวิจัยและห้องปฏิบัติการที่ใช้รังสีในงานวิจัยและพัฒนา เช่น การวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ ชีววิทยา และเคมี ระบบนี้จะช่วยตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณรังสีที่นักวิจัยได้รับอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

  • อุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์: โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการวัสดุนิวเคลียร์ ระบบนี้จะช่วยเฝ้าระวังและตรวจสอบระดับรังสีในพื้นที่ต่างๆ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของรังสีและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด

งานวิจัยนี้เหมาะกับบุคลากรในหลายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการใช้งานรังสี เช่น:

  • นักฟิสิกส์การแพทย์: รับผิดชอบในการควบคุมและตรวจสอบปริมาณรังสีที่ใช้ในการรักษาพยาบาล ระบบนี้ช่วยให้การตรวจสอบทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น

  • วิศวกรนิวเคลียร์: ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ระบบนี้ช่วยให้การเฝ้าระวังและการควบคุมความปลอดภัยทางรังสีทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี: รับผิดชอบในการตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในสถานที่ทำงาน ระบบนี้ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและลดภาระงาน

  • เจ้าหน้าที่สาธารณสุข: รับผิดชอบในการตรวจสอบและควบคุมระดับรังสีในชุมชน ระบบนี้ช่วยให้การตรวจสอบครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้นและทันท่วงที

  • นักวิจัยด้านนิวเคลียร์: ระบบนี้ช่วยให้การควบคุมความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สร้างบทวิเคราะห์โดย Gemini เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568
รหัสโครงการ : 174153
หัวหน้าโครงการ : นายเกรียงไกร ภูวดลกิจ
ปีงบประมาณ : 2565
หน่วยงาน : สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
สาขาวิจัย : กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี
ประเภทโครงการ : โครงการเดี่ยว
สถานะ : ปิดโครงการ
คำสำคัญ :
วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาเป็นระบบเครือข่ายเฝ้าระวังทางรังสี ซึ่งผู้ใช้งานสามารถติดต่อสื่อสารกับเครื่องวัดรังสีต่างๆได้ผ่านทางอุปกรณ์ติดตามตัว (Smartphone, Computer) นำร่องที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนำไปขยายผลสร้างระบบในเชิงกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้มีความปลอดภัยทางรังสีทั้งในสถานประกอบการและระดับชุมชนผ่านการแจ้งเตือนอันตรายทางรังสีเข้าทางโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุ

นายเกรียงไกร ภูวดลกิจ. (2565). การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน). นครนายก.

นายเกรียงไกร ภูวดลกิจ. 2565. "การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT". สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน). นครนายก.

นายเกรียงไกร ภูวดลกิจ. "การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT". สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), 2565. นครนายก.

นายเกรียงไกร ภูวดลกิจ. การพัฒนาระบบตรวจวัดปริมาณรังสีแบบ IoT. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน); 2565. นครนายก.

Creative Commons : CC

Creative Commons
Attribution ให้เผยแพร่ ดัดแปลง โดยต้องระบุที่มา

รายการที่เกี่ยวข้อง

แพลตฟอร์ม IoT สำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร

OECD : กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี

วิจัยนวัตกรรมการดูแลผู้สูงวัย ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียงผ่านระบบ IoT

OECD : กลุ่มข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ

IIoT Edge Computing สำหรับวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางสู่โรงงานอัจฉริยะ

OECD : กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี