พัฒนานวัตกรรมเชิงระบบเพื่อรองรับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดธรรมาภิบาลและความมั่นคง
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยเรื่อง "พัฒนานวัตกรรมเชิงระบบเพื่อรองรับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดธรรมาภิบาลและความมั่นคง" มุ่งแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยที่ประสบความท้าทายอย่างยิ่ง แม้จะมีการจัดตั้ง "4 เสาหลัก" แต่ประสิทธิภาพยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณผสมผสานกัน โดยเริ่มจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการกับผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดอย่างครอบคลุม
จุดแข็งของงานวิจัยอยู่ที่การระบุปัญหาเชิงระบบได้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการขาดประสิทธิภาพในการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน การทับซ้อนของกฎหมาย การขาดการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาและการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการไม่มีฐานข้อมูลกลาง ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิผล นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าดัชนีชี้วัดความมั่นคงด้านน้ำของไทยต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา
งานวิจัยเสนอแนวทางการปรับปรุงเชิงระบบใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ นโยบายและเป้าหมาย กฎหมาย โครงสร้างองค์กร กลไกการทำงานร่วมกัน งบประมาณ และนวัตกรรมและเทคโนโลยี การเสนอแนะเครื่องมือใหม่ เช่น การจัดตั้ง Intelligent unit การจัดตั้งกองทุน เครื่องมือทางเศรษฐกิจ-สังคม และการจัดตั้งพื้นที่ทดลอง (Sandbox) แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างโซลูชั่นที่ครอบคลุมและยั่งยืน การนำเสนอแนวทางเหล่านี้เป็นการสร้างกรอบแนวคิดและกลไกที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้และพัฒนาต่อยอดได้จริง
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังอาจมีข้อจำกัด เช่น ความครอบคลุมของข้อมูลและตัวอย่าง อาจจำเป็นต้องมีการศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมในบางด้าน เช่น การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของมาตรการต่างๆ หรือการศึกษาความยั่งยืนในระยะยาวของแนวทางที่เสนอ การประเมินผลกระทบเชิงลึกของแนวทางต่างๆ อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาเพิ่มเติม และการนำไปปฏิบัติจริงอาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางด้านการเมืองและสังคม แต่โดยรวมแล้ว งานวิจัยนี้เป็นงานที่มีคุณค่า และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้มีความเหมาะสมกับอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยตรงและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างเช่น:
-
อุตสาหกรรมเกษตรกรรม: การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตผลทางการเกษตร งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเทคนิคการใช้น้ำอย่างประหยัด การวางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง
-
อุตสาหกรรมพลังงาน: โรงไฟฟ้าหลายแห่ง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ต้องการน้ำในปริมาณมากในการทำความเย็น งานวิจัยนี้สามารถช่วยในการวางแผนการใช้น้ำอย่างยั่งยืน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
-
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว: แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของทรัพยากรน้ำ งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
-
อุตสาหกรรมก่อสร้างและสาธารณูปโภค: อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องใช้ทรัพยากรน้ำในกระบวนการผลิต งานวิจัยนี้สามารถช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยีและวิธีการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะสมกับบุคลากรในหลายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เช่น:
-
นักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม: สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาแบบจำลองการบริหารจัดการน้ำ การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ
-
วิศวกรสิ่งแวดล้อม: สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการออกแบบและวางแผนระบบสาธารณูปโภคด้านน้ำ เช่น ระบบชลประทาน ระบบประปา และระบบบำบัดน้ำเสีย
-
นักวางแผนเมือง: สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และการจัดการทรัพยากรน้ำในเขตเมือง
-
เจ้าหน้าที่รัฐ: เช่น เจ้าหน้าที่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการกำหนดนโยบาย การวางแผน และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ
-
นักเศรษฐศาสตร์: สามารถนำผลการวิจัยไปวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการประเมินมูลค่าของทรัพยากรน้ำ
-
นักกฎหมาย: สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
| รหัสโครงการ : | 174096 |
| หัวหน้าโครงการ : | นางสาวศรวณีย์ สิงห์ทอง |
| ปีงบประมาณ : | 2565 |
| หน่วยงาน : | สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | 1. ศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายใต้ระบบ/โครงสร้างการจัดองค์กรของหน่วยงานในปัจจุบัน2. ศึกษาวิเคราะห์และวิจัยปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ3. ยกร่างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศตามหลักประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และหลักการไว้เนื้อเชื่อใจและการมีส่วนร่วม (Water Governance ของ OECD) และรองรับบริบทในอนาคต |
นางสาวศรวณีย์ สิงห์ทอง . (2565). พัฒนานวัตกรรมเชิงระบบเพื่อรองรับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดธรรมาภิบาลและความมั่นคง. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.). .
นางสาวศรวณีย์ สิงห์ทอง . 2565. "พัฒนานวัตกรรมเชิงระบบเพื่อรองรับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดธรรมาภิบาลและความมั่นคง". สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.). .
นางสาวศรวณีย์ สิงห์ทอง . "พัฒนานวัตกรรมเชิงระบบเพื่อรองรับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดธรรมาภิบาลและความมั่นคง". สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), 2565. .
นางสาวศรวณีย์ สิงห์ทอง . พัฒนานวัตกรรมเชิงระบบเพื่อรองรับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดธรรมาภิบาลและความมั่นคง. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.); 2565. .