การพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อการคาดคะเนและการจัดการสุขภาพ ของเครื่องโม่หยาบวัตถุดิบ ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในเครือเบทาโกร
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับการคาดคะเนและจัดการสุขภาพของเครื่องโม่หยาบวัตถุดิบ (hammer mill) ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของเบทาโกร โดยใช้เทคนิค Prognostics and Health Management (PHM) ซึ่งเป็นแนวทางการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ที่เน้นการตรวจสอบสภาพเครื่องจักรอย่างต่อเนื่องเพื่อคาดการณ์ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ส่งผลให้ลดเวลาหยุดทำงานและประหยัดต้นทุนการบำรุงรักษา ความสำคัญของงานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นจากความต้องการลดการพึ่งพาระบบนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูงและขาดการทำงานร่วมกับบุคลากรไทย
งานวิจัยนี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบ PHM ที่ออกแบบโดยนักวิจัยไทย โดยใช้ algorithm ทางปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ ซึ่งเซ็นเซอร์เหล่านี้ได้รับการพัฒนาให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมการทำงานในโรงงาน ความแม่นยำของระบบได้รับการตรวจสอบโดยการเปรียบเทียบกับการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ และผลลัพธ์แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำสูงถึง 100% นอกจากนี้ ระบบยังสามารถเก็บข้อมูลดิบและข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลไว้ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการวิเคราะห์เพิ่มเติม
จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการบูรณาการความรู้ทางด้านวิศวกรรม วิทยาการคอมพิวเตอร์ และความเชี่ยวชาญของช่างเทคนิคในโรงงาน กระบวนการวิจัยเริ่มจากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในโรงงาน การออกแบบและพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ การพัฒนา algorithm และการทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมของบุคลากรในโรงงานตลอดกระบวนการวิจัยเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการของโรงงาน
ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยนี้ชัดเจนและวัดผลได้ การลดเวลาหยุดทำงานของเครื่องจักรลง 10% และการลดต้นทุนการบำรุงรักษาลง 15% แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบ นอกจากนี้ ยังมีการสร้างนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้าน PHM และการตีพิมพ์บทความวิชาการ ซึ่งช่วยสร้างองค์ความรู้และส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ ความสนใจของโรงงานที่จะนำระบบนี้ไปใช้กับเครื่องจักรอื่นๆ และการมอบหมายวิศวกรเพื่อพัฒนาต่อยอด แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความยั่งยืนของงานวิจัยนี้ อย่างไรก็ตาม การขยายผลไปสู่เครื่องจักรอื่นๆ จำเป็นต้องอาศัยความรู้เชิงลึกในด้านกลศาสตร์ สถิติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาต่อไป
งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่มีการใช้เครื่องจักรกลหนัก การเน้นความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและบุคลากรในโรงงาน การพัฒนาระบบให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการทำงานจริง และการวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ และเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับการวิจัยและพัฒนาในด้านอื่นๆ
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมการผลิตทุกประเภทที่ใช้เครื่องจักรกลหนักในการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่มีความต้องการด้านประสิทธิภาพการผลิตสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมการผลิตซีเมนต์ อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีเครื่องจักรที่มีความเสี่ยงต่อการหยุดทำงานและต้องการการบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ เหตุผลสำคัญคือระบบ PHM ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องจักรประเภทต่างๆ ได้ โดยการปรับเปลี่ยนเซ็นเซอร์และ algorithm ให้เหมาะสมกับลักษณะของเครื่องจักรแต่ละประเภท การลดเวลาหยุดทำงานและลดต้นทุนการบำรุงรักษาเป็นประโยชน์ต่อทุกอุตสาหกรรมการผลิต
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพวิศวกร ช่างเทคนิค นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และนักวิจัย เหตุผลคือ วิศวกรจะได้ประโยชน์จากการนำระบบ PHM ไปใช้ในการบำรุงรักษาเครื่องจักร ช่างเทคนิคสามารถใช้ระบบนี้เพื่อตรวจสอบสภาพเครื่องจักรและคาดการณ์ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลสามารถใช้ทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ และนักวิจัยสามารถนำงานวิจัยนี้ไปต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยี PHM ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ บุคลากรในแผนกบำรุงรักษา ผู้จัดการโรงงาน และผู้บริหาร ก็จะได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
| รหัสโครงการ : | 7375 |
| หัวหน้าโครงการ : | นายวิทิต ฉัตรรัตนกุลชัย |
| ปีงบประมาณ : | 2563 |
| หน่วยงาน : | มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านเกษตรศาสตร์ |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | เพื่อพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อการคาดคะเนและการจัดการสุขภาพ ของเครื่องโม่หยาบวัตถุดิบ (hammer mill) 4 เครื่อง ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำลพบุรี 2 (LR2) ในเครือเบทาโกร ส่งผลให้การหยุดเครื่องโม่หยาบวัตถุดิบลดลง 50% เป็นการเพิ่มผลผลิต (productivity) ต่อปีของโรงงานได้เท่ากับ 1,061,424 บาทต่อปี คิดเป็นผลตอบแทนการลงทุน (return on investment) เท่ากับ 2.73 ปี เพื่อสร้างนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จำนวน 2 คน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษาโดยการคาดคะเนและการจัดการสุขภาพ (prognostics and health management) แบบใหม่นี้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการบำรุงรักษาโดยการคาดคะเนและการจัดการสุขภาพ (prognostics and health management) แบบใหม่นี้ วัดผลได้ในลักษณะของการตีพิมพ์บทความวิชาการ 1 บทความ4. เพื่อนำผลงานและประสบการณ์ที่ได้จากโครงการนี้ ไปขยายผลต่อ กับเครื่องจักรประเภทอื่นของโรงงาน และยังสามารถนำไปขยายผลต่อ กับโรงงานประเภทอื่น หรือเครื่องจักรยุทโธปกรณ์แบบอื่นๆได้ |
นายวิทิต ฉัตรรัตนกุลชัย. (2563). การพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อการคาดคะเนและการจัดการสุขภาพ ของเครื่องโม่หยาบวัตถุดิบ ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในเครือเบทาโกร. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ลพบุรี.
นายวิทิต ฉัตรรัตนกุลชัย. 2563. "การพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อการคาดคะเนและการจัดการสุขภาพ ของเครื่องโม่หยาบวัตถุดิบ ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในเครือเบทาโกร". มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ลพบุรี.
นายวิทิต ฉัตรรัตนกุลชัย. "การพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อการคาดคะเนและการจัดการสุขภาพ ของเครื่องโม่หยาบวัตถุดิบ ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในเครือเบทาโกร". มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2563. ลพบุรี.
นายวิทิต ฉัตรรัตนกุลชัย. การพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อการคาดคะเนและการจัดการสุขภาพ ของเครื่องโม่หยาบวัตถุดิบ ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในเครือเบทาโกร. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; 2563. ลพบุรี.