กลุ่มข้อมูลด้านสังคมศาสตร์

การประยุกต์โมเดลสมการโครงสร้างเพื่อศึกษาอิทธิพลของโปรแกรมสหกิจศึกษา ปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมที่มีต่อความพร้อมในทำงานของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์

... 21 กุมภาพันธ์ 2568
การประยุกต์โมเดลสมการโครงสร้างเพื่อศึกษาอิทธิพลของโปรแกรมสหกิจศึกษา ปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมที่มีต่อความพร้อมในทำงานของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์
ภาพนี้สร้างโดย Image GPT เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568

บทวิเคราะห์งานวิจัย

งานวิจัยนี้ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อความพร้อมในการทำงานของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ในประเทศไทย โดยใช้โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ งานวิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาแบบจำลองเชิงบูรณาการที่ครอบคลุมปัจจัยสำคัญหลายด้าน ซึ่งรวมถึงโครงการสหกิจศึกษา (Co-op Program) ปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรมการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมทางการศึกษา โดยอาศัยทฤษฎีทางสังคมปัญญาเกี่ยวกับอาชีพ (Social Cognitive Career Theory: SCCT) เป็นกรอบแนวคิดหลัก

จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการนำเสนอแบบจำลองที่บูรณาการปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อความพร้อมในการทำงาน ไม่ใช่เพียงการศึกษาปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว การศึกษาเน้นความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยระดับบุคคล (Individual-level) เช่น ลักษณะทางเศรษฐกิจสังคม ประสบการณ์สหกิจศึกษา การเรียนรู้ด้วยตนเอง ความเชื่อมั่นในตนเองด้านอาชีพ และปัจจัยระดับภาควิชาหรือมหาวิทยาลัย (Department-level) เช่น บริบทของมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความพร้อมในการทำงานทั้งทางตรงและทางอ้อม การวิเคราะห์ด้วย SEM ช่วยให้สามารถตรวจสอบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวแปรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการทดสอบสมมติฐานและการหาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาและตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือวัด โดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) เพื่อประเมินความตรงและความไม่แปรเปลี่ยนของมาตรวัดความพร้อมในการทำงาน และตัวแปรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลระดับเดียว (single-level) และหลายระดับ (multilevel) ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างครอบคลุม และสะท้อนถึงความแตกต่างของความพร้อมในการทำงานในกลุ่มนักศึกษาที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการสหกิจศึกษาและกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วม หรือกลุ่มนักศึกษาที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน

การศึกษาความพร้อมในการทำงานโดยพิจารณาจาก 4 ด้านหลัก ได้แก่ ความรู้และทักษะทางเทคนิค ทักษะข้อมูลขั้นสูง ทักษะองค์กร และทักษะด้านมนุษย์ ทำให้ผลการวิจัยมีความครบถ้วนและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง งานวิจัยนี้ไม่เพียงแต่ระบุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพร้อมในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเสนอแนะวิธีการพัฒนาความพร้อมในการทำงานของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเพิ่มโอกาสในการทำงานของบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงหลักสูตร การเพิ่มโอกาสในการฝึกงาน หรือการพัฒนา soft skills ของนักศึกษา เป็นต้น

งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด

งานวิจัยนี้มีความเหมาะสมกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมศาสตร์แทบทุกสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานที่มีความพร้อมสูง ทั้งในด้านทักษะทางเทคนิค ทักษะการทำงานร่วมกัน และทักษะการแก้ปัญหา เช่น อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมเทคโนโลยี อุตสาหกรรมการก่อสร้าง และอุตสาหกรรมพลังงาน เนื่องจากงานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพร้อมในการทำงานของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ ผลการวิจัยจึงสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาบุคลากร ปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกบุคลากร และวางแผนการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมได้

งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด

งานวิจัยนี้มีความเหมาะสมกับอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมศาสตร์ทุกสาขา เช่น วิศวกรเครื่องกล วิศวกรโยธา วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรคอมพิวเตอร์ และอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากงานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพร้อมในการทำงาน ผลการวิจัยจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดย นักวางแผนอาชีพ ที่ปรึกษาการจัดหางาน ผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล และสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรม เพื่อให้บัณฑิตมีความพร้อมในการทำงาน และสามารถประสบความสำเร็จในอาชีพของตนได้

สร้างบทวิเคราะห์โดย Gemini เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568
รหัสโครงการ : 12689
หัวหน้าโครงการ : นางสาวบุรทิน ขำภิรัฐ
ปีงบประมาณ : 2563
หน่วยงาน : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
สาขาวิจัย : กลุ่มข้อมูลด้านสังคมศาสตร์
ประเภทโครงการ : โครงการเดี่ยว
สถานะ : ปิดโครงการ
คำสำคัญ :
วัตถุประสงค์ : Objectives The main purpose of this study is to establish an integrated model to develop engineering students’ employability. The model is based on the factors that influence employability and aimed at assessment of self-perceived employability of engineering students in universities in Thailand. Subsidiary Objectives To achieve the main purpose, the following research subsidiary objectives have been formulated: To develop and validate an instrument used to assess and investigate students' perceptions on employability. To identify the variations of self-perceptions on employability among different student groups. To analyze differences in engineering students’ employability, between students who participate university co-op program and those who do not. To develop and validate the proposed structural equation model of engineering students’ employability. To study the relationship among various variables in the proposed structural equation model, such as socioeconomic characteristics, co-op experience, university context, self-regulated learning, career decision self-efficacy, and employability. To identify the factors perceived to enhance employability of engineering students. To suggest appropriate methods to enhance engineering students’ employability in Thailand. Conceptual Framework In this study, social cognitive career theory (SCCT) (Lent et al., 1994) will be used to investigate the predictors of students’ employability. Conceptual framework (as shown in Figure 5) aims to assess employability of engineering students in Thailand, based on the factors that influence employability. The conceptual framework specifies relationships among cooperative education program, personal, behavioral, and environmental factors and employability of engineering students. This study will focus on the factors which belong to various dimensions, rather than on isolated factors or variables that would guide research in this area of educational psychology for higher education. Figure 5 The conceptual framework planned to use in this study. Note: Solid lines indicate the pathways of positive influence on growth. Square or rectangle = observed variables; Circles or ovals = latent constructs (unobserved variables). Moreover, the conceptual framework focuses on relations between department-level (or between level) and individual-level (or within level). The model shows how the department-level variables are hypothesized to influence the individual-level variables and student employability. The individual-level contains five important variables affecting student employability. These relations can be both direct and indirect. This conceptual framework could be examined in future research, and further applied in other countries.

นางสาวบุรทิน ขำภิรัฐ. (2563). การประยุกต์โมเดลสมการโครงสร้างเพื่อศึกษาอิทธิพลของโปรแกรมสหกิจศึกษา ปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมที่มีต่อความพร้อมในทำงานของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. .

นางสาวบุรทิน ขำภิรัฐ. 2563. "การประยุกต์โมเดลสมการโครงสร้างเพื่อศึกษาอิทธิพลของโปรแกรมสหกิจศึกษา ปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมที่มีต่อความพร้อมในทำงานของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์". มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. .

นางสาวบุรทิน ขำภิรัฐ. "การประยุกต์โมเดลสมการโครงสร้างเพื่อศึกษาอิทธิพลของโปรแกรมสหกิจศึกษา ปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมที่มีต่อความพร้อมในทำงานของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์". มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, 2563. .

นางสาวบุรทิน ขำภิรัฐ. การประยุกต์โมเดลสมการโครงสร้างเพื่อศึกษาอิทธิพลของโปรแกรมสหกิจศึกษา ปัจจัยส่วนบุคคล พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมที่มีต่อความพร้อมในทำงานของนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี; 2563. .

Creative Commons : CC

Creative Commons
Attribution ให้เผยแพร่ ดัดแปลง โดยต้องระบุที่มา