การวิจัยสารสกัดสมุนไพรศักยภาพต่อฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และศึกษากลไกการออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยนี้ศึกษาศักยภาพของสารสกัดสมุนไพร 8 ชนิด ในการต้านไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคโควิด-19 โดยใช้เทคนิคการทดสอบที่ครอบคลุมหลายขั้นตอน เริ่มจากการคัดกรองสารสกัดหยาบจากสมุนไพรทั้ง 8 ชนิด (ก้านตรง, ใบหม่อน, เจียวกู่หลาน, โกฐจุฬาลัมพา, ใบบัวบก, ปีกไก่ดำ, ปอกะบิด, และหญ้าใต้ใบ) ด้วยวิธีการทดสอบฤทธิ์การต้านไวรัสทั้งแบบก่อนการติดเชื้อ (Pre-entry) และหลังการติดเชื้อ (Post-treatment) ในเซลล์ Vero E6 ผลการทดสอบชี้ให้เห็นว่าสารสกัดใบหม่อน (S2) มีประสิทธิภาพโดดเด่น โดยเฉพาะส่วนที่ละลายน้ำ (S2-WE) ซึ่งแสดงฤทธิ์ยับยั้งไวรัสได้สูงถึง 99.92% (Pre-entry) และ 99.88% (Post-treatment) ที่ความเข้มข้นต่ำ
จากนั้น นักวิจัยได้ทำการแยกส่วนสารสกัด S2-WE ออกเป็น 5 fractions ด้วยเทคนิค Liquid Chromatography และทดสอบฤทธิ์การต้านไวรัสต่อ พบว่า Fraction 1 (F1) และ Fraction 5 (F5) แสดงประสิทธิภาพสูงในการฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะ F1 ที่มีค่า Log Reduction > 3.0 ในทุกความเข้มข้นที่ทดสอบ การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วย LC-HRMSMS พบว่า F5 มีสารสำคัญหลายชนิด เช่น 1-deoxymannojirimycin และฟลาโวนอยด์ต่างๆ เช่น Rutin, Trifolin, Quercetin เป็นต้น ในขณะที่ F1 มีสารสำคัญกลุ่ม Chlorogenic acids และ Estriol ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนมีรายงานการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น F5 ยังแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ fractions อื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ที่สูงที่สุดใน F5
นอกจากนี้ งานวิจัยยังทดสอบฤทธิ์การต้านไวรัสของสูตรผสมสารสกัดละลายน้ำจาก 4 สมุนไพรที่มีประสิทธิภาพสูง (S1, S2, S8-L, S8-D) โดยพบว่าสูตรผสมบางสูตรแสดงประสิทธิภาพสูงกว่าสารสกัดเดี่ยว การศึกษา Molecular docking แสดงให้เห็นว่าสารสำคัญบางชนิดจาก F1 และ F5 สามารถจับกับ main protease ของไวรัสได้ดีกว่า Molnupiravir ซึ่งเป็นยาต้านไวรัส COVID-19 ที่ใช้ในปัจจุบัน สิ่งนี้บ่งชี้ถึงศักยภาพของสารสกัดใบหม่อนในการเป็นสารต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเบื้องต้น จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง เพื่อประเมินกลไกการออกฤทธิ์อย่างละเอียดและความปลอดภัยก่อนนำไปใช้จริง การศึกษา toxicity และ pharmacokinetic จะเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาต่อไปสู่ผลิตภัณฑ์ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
งานวิจัยนี้มีความน่าสนใจตรงที่ได้ใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอน (แม้ไม่ได้ระบุรายละเอียดการใช้งานในบทคัดย่อ) ซึ่งเป็นเทคนิคขั้นสูงในการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดสมุนไพร การใช้เทคนิคหลายวิธี ทั้ง in vitro และ in silico ทำให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือและครอบคลุม การค้นหาสารสำคัญจากสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสเป็นแนวทางที่น่าสนใจ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาตัวยาที่มีประสิทธิภาพ ราคาถูก และผลข้างเคียงน้อยกว่ายาเคมีสังเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักถึงความจำเป็นในการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนนำไปใช้ในทางคลินิก
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหารเสริม และอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เหตุผลคือ:
-
อุตสาหกรรมยา: ผลการวิจัยสามารถนำไปสู่การพัฒนาตัวยาต้านไวรัสจากสมุนไพร ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการรักษาโรคโควิด-19 หรือโรคติดเชื้อไวรัสอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพบว่าสารสกัดมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง ก็จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาเป็นยาที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) ได้
-
อุตสาหกรรมอาหารเสริม: สารสกัดสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสและต้านอนุมูลอิสระ สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในปัจจุบัน
-
อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง: สารสกัดสมุนไพรบางชนิดมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเพื่อลดริ้วรอย ชะลอความเสื่อมของเซลล์ และปกป้องผิวจากความเสียหายจากแสงแดด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับนักวิทยาศาสตร์ เภสัชกร นักวิจัยทางด้านสมุนไพร และนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ เหตุผลคือ:
-
นักวิทยาศาสตร์: งานวิจัยนี้ใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง เช่น การทดสอบฤทธิ์การต้านไวรัส การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี และการศึกษา molecular docking ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น ชีววิทยา เคมี และเภสัชวิทยา สามารถนำความรู้และทักษะมาใช้ประโยชน์ได้
-
เภสัชกร: เภสัชกรสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาตำรับยา การควบคุมคุณภาพ และการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพร
-
นักวิจัยทางด้านสมุนไพร: งานวิจัยนี้เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางด้านสมุนไพรได้ศึกษาต่อยอด ค้นหาสารสำคัญอื่นๆ จากสมุนไพร และศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอย่างละเอียด
-
นักพัฒนาผลิตภัณฑ์: ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา อาหารเสริม หรือเครื่องสำอาง โดยนักพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถนำสารสกัดสมุนไพรไปเป็นส่วนผสมหลักหรือส่วนผสมเสริมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ
| รหัสโครงการ : | 109704 |
| หัวหน้าโครงการ : | ดร. วราภรณ์ ตัณฑนุช |
| ปีงบประมาณ : | 2564 |
| หน่วยงาน : | สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | เพื่อศึกษาและทดสอบประสิทธิภาพสมุนไพรศักยภาพในการต้านไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ COVID 19 เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของสมุนไพรที่คาดว่าจะมีฤทธิ์ต้านไวรัส เพื่อศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสมุนไพรในระดับ in silico docking โดยวิเคราะห์การจับกันระหว่างโครงสร้างของสารเคมีดังกล่าวกับโปรตีนของไวรัส โดยใช้โปรแกรม Molecular docking เพื่อศึกษากลไกการต้านไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ COVID 19 ของสมุนไพรศักยภาพในระดับ in vitro |
ดร. วราภรณ์ ตัณฑนุช. (2564). การวิจัยสารสกัดสมุนไพรศักยภาพต่อฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และศึกษากลไกการออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน. สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน). กรุงเทพมหานคร, นครราชสีมา.
ดร. วราภรณ์ ตัณฑนุช. 2564. "การวิจัยสารสกัดสมุนไพรศักยภาพต่อฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และศึกษากลไกการออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน". สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน). กรุงเทพมหานคร, นครราชสีมา.
ดร. วราภรณ์ ตัณฑนุช. "การวิจัยสารสกัดสมุนไพรศักยภาพต่อฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และศึกษากลไกการออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน". สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน), 2564. กรุงเทพมหานคร, นครราชสีมา.
ดร. วราภรณ์ ตัณฑนุช. การวิจัยสารสกัดสมุนไพรศักยภาพต่อฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และศึกษากลไกการออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน. สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน); 2564. กรุงเทพมหานคร, นครราชสีมา.