นัฟเกาะฮฺ :สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยเรื่อง "นัฟเกาะฮฺ : สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้" มุ่งศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายอิสลามเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูภรรยา (นัฟเกาะฮฺ) ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย งานวิจัยนี้มีมุมมองที่น่าสนใจโดยการเชื่อมโยงปัญหาทางกฎหมายกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมาย
งานวิจัยได้ระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คือการศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนัฟเกาะฮฺตามหลักกฎหมายอิสลาม ปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ รวมทั้งศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาโดยนำกรณีศึกษาจากประเทศมาเลเซียและบรูไนมาเปรียบเทียบและประยุกต์ใช้ การนำกรณีศึกษาต่างประเทศเข้ามาช่วยวิเคราะห์เป็นจุดแข็งของงานวิจัยนี้ เพราะช่วยให้เห็นภาพเปรียบเทียบและเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ที่มีระบบกฎหมายและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน
วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับการศึกษาปัญหาเชิงลึกในสังคม การสัมภาษณ์ช่วยให้เข้าใจมุมมอง ความคิดเห็น และประสบการณ์ตรงของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่าและช่วยให้เข้าใจบริบททางสังคมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ควรมีการระบุกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยให้ชัดเจน เช่น จำนวนผู้ถูกสัมภาษณ์ ลักษณะของผู้ถูกสัมภาษณ์ (เช่น อายุ สถานภาพสมรส อาชีพ) เพื่อให้สามารถประเมินความน่าเชื่อถือของผลการวิจัยได้ดียิ่งขึ้น
ผลการวิจัยพบว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับนัฟเกาะฮฺ ทั้งด้านรายได้ของสามี ความเข้าใจในกฎหมาย สุขภาพของสามี และการที่ภรรยาเองไม่เรียกร้องสิทธิ เนื่องจากมีรายได้เพียงพอ ส่วนการบังคับใช้กฎหมายนั้น พบว่าภรรยามักเลือกที่จะใช้ช่องทางการฟ้องร้องผ่านคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมากกว่าการฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายอิสลามกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และความกังวลเกี่ยวกับความอับอายหรือค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องต่อศาล
งานวิจัยนี้ยังสามารถพัฒนาต่อยอดได้อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับประสิทธิภาพของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในการบังคับใช้กฎหมาย การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างวิธีการบังคับใช้กฎหมายในมาเลเซียและบรูไนกับบริบทของสามจังหวัดชายแดนใต้ และการวิเคราะห์ถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับนัฟเกาะฮฺ การเสนอแนะกลไกการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผลงานวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อสังคมมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ งานวิจัยควรให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการใช้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเป็นกลไกในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การตรวจสอบความโปร่งใส ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพในการทำงาน การเปรียบเทียบกับระบบศาล และการเสนอแนะกลไกเสริมเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การศึกษาควรพิจารณาถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมและความเชื่อที่อาจมีผลต่อการรับรู้และการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงการศึกษาความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อกลไกการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ กฎหมาย การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย และ การพัฒนาสังคม เหตุผลคือ:
- อุตสาหกรรมกฎหมาย: งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนากฎหมาย ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม และให้คำปรึกษาด้านกฎหมายครอบครัวอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ การวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง
- อุตสาหกรรมการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย: ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลในการให้คำปรึกษาแก่สตรีชาวมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้เกี่ยวกับสิทธิของตนเองตามกฎหมาย รวมถึงการให้คำปรึกษาแก่สามีเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายอิสลาม
- อุตสาหกรรมการพัฒนาสังคม: งานวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจถึงปัญหาทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิสตรี ความเหลื่อมล้ำทางเพศ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ข้อมูลนี้สามารถนำไปใช้ในการออกแบบและพัฒนาโครงการพัฒนาสังคมเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สตรีในพื้นที่
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ นักกฎหมาย นักวิชาการด้านกฎหมายอิสลาม นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายครอบครัว และ นักวิจัย เหตุผลคือ:
- นักกฎหมาย: สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย การร่างคำฟ้อง และการเตรียมเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีครอบครัวอิสลาม
- นักวิชาการด้านกฎหมายอิสลาม: สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ ศึกษา และตีความกฎหมายอิสลามเกี่ยวกับนัฟเกาะฮฺ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
- นักสังคมสงเคราะห์: สามารถใช้ผลการวิจัยเพื่อเข้าใจปัญหาของสตรีในสามจังหวัดชายแดนใต้ และให้การช่วยเหลือ สนับสนุน และแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหา
- เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายครอบครัว: สามารถนำผลการวิจัยไปปรับปรุงกระบวนการทำงาน และพัฒนากลไกการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- นักวิจัย: สามารถใช้เป็นพื้นฐานในการทำวิจัยต่อยอดในด้านกฎหมายอิสลาม สิทธิสตรี และการพัฒนาสังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้
| รหัสโครงการ : | 7579 |
| หัวหน้าโครงการ : | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญนิดา น้อยวงศ์ |
| ปีงบประมาณ : | 2563 |
| หน่วยงาน : | มหาวิทยาลัยฟาฏอนี |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านสังคมศาสตร์ |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | ศึกษาความรู้ ความเข้าใจ สิทธิภรรยาว่าด้วยเรื่องค่าเลี้ยงดู นัฟเกาะฮฺ ตามคู่มือหลักกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัว และมรดก (ฉบับศาลรัฐธรรมณูญ) ของสตรีมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้ ศึกษาปัญหา และอุปสรรคในการบังคับใช้หลักกฎหมายที่เกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูนัฟเกาะฮฺในสามจังหวัดชายแดนใต้ ศึกษาวิธีการและความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยเรื่องค่าเลี้ยงดู นัฟเกาะฮฺในประเทศมาเลเซีย และบรูใน ออกแบบกลไกเพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการบังคับใช้หลักกฎหมายที่เกี่ยวกับนะฟาเกาะฮในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยนำต้นแบบการบังคับใช้กฎหมายนัฟเกาะฮฺ ของประเทศ มาเลเซีย และบรูไนมาประยุกต์ใช้ |
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญนิดา น้อยวงศ์. (2563). นัฟเกาะฮฺ :สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้. มหาวิทยาลัยฟาฏอนี. นราธิวาส, ปัตตานี, มาเลเซีย, บูรไน, ยะลา.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญนิดา น้อยวงศ์. 2563. "นัฟเกาะฮฺ :สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้". มหาวิทยาลัยฟาฏอนี. นราธิวาส, ปัตตานี, มาเลเซีย, บูรไน, ยะลา.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญนิดา น้อยวงศ์. "นัฟเกาะฮฺ :สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้". มหาวิทยาลัยฟาฏอนี, 2563. นราธิวาส, ปัตตานี, มาเลเซีย, บูรไน, ยะลา.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัญนิดา น้อยวงศ์. นัฟเกาะฮฺ :สิทธิภรรยาที่หายไปจากสามจังหวัดชายแดนใต้. มหาวิทยาลัยฟาฏอนี; 2563. นราธิวาส, ปัตตานี, มาเลเซีย, บูรไน, ยะลา.