การผลิตทีเซลล์จำเพาะต่อแอนติเจนของมะเร็งเต้านมเพื่อภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยจริง
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับมะเร็งเต้านมโดยใช้เซลล์ T ที่ปรับแต่งทางพันธุกรรมสองประเภทหลัก คือ anti-MUC1 CAR T cells และ autologous neoantigen-specific T cells การใช้ CAR T cells โดยเฉพาะ anti-MUC1 CAR T cells ถือเป็นแนวทางที่มีศักยภาพสูง เนื่องจาก MUC1 เป็นโปรตีนที่แสดงออกมากในเซลล์มะเร็งเต้านม ทำให้ CAR T cells สามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างเฉพาะเจาะจง การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ anti-MUC1 CAR T cells สามรุ่น (2nd และ 4th generation) แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีนี้ โดยรุ่นที่ 4 แสดงประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในการทำลายเซลล์มะเร็งทั้งแบบ 2D และ spheroid culture การทดสอบในสัตว์ทดลองต่อไปจะเป็นการยืนยันประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้ในมนุษย์
นอกจากนี้ งานวิจัยยังพัฒนา autologous neoantigen-specific T cells ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงต่อแอนติเจนเฉพาะบุคคล วิธีนี้ใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมของผู้ป่วย (WGS/WTS และ HLA) เพื่อระบุ neoantigen ที่เป็นเอกลักษณ์ของเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยแต่ละราย จากนั้นจึงใช้ neoantigen เหล่านี้ในการกระตุ้นเซลล์ T ให้ทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ 3D-PDOs ในการทดสอบประสิทธิภาพนั้นเป็นการจำลองสภาพแวดล้อมของเซลล์มะเร็งในร่างกายจริงมากขึ้น ทำให้ผลการทดลองมีความน่าเชื่อถือสูง การพัฒนา pVAC-Seq pipeline ทำให้สามารถระบุ neoantigen ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำภายใน 1-2 สัปดาห์หลังการผ่าตัด ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการรักษาและเพิ่มโอกาสในการรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที
จุดแข็งของงานวิจัยนี้คือการผสมผสานเทคนิค CAR T cells และ autologous neoantigen-specific T cells เข้าด้วยกัน ซึ่งช่วยเพิ่มความครอบคลุมในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ทั้งสองวิธีนี้สามารถเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน CAR T cells สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ที่แสดง MUC1 ในขณะที่ autologous neoantigen-specific T cells สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งที่หลบหลีกการโจมตีของ CAR T cells ได้ ความสำเร็จในการพัฒนา pVAC-Seq pipeline ที่มีความแม่นยำสูงและรวดเร็วถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญที่ช่วยให้การรักษาด้วย autologous neoantigen-specific T cells เป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังอยู่ในระยะการทดสอบในสัตว์ทดลอง การทดลองทางคลินิกในมนุษย์จำเป็นต้องดำเนินการต่อไปเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และผลข้างเคียงอย่างละเอียดถี่ถ้วน การวิเคราะห์ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น cytokine release syndrome หรือ neurotoxicity ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงการศึกษาหาปัจจัยที่สามารถทำนายการตอบสนองต่อการรักษาได้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมยาและชีวเภสัชภัณฑ์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากงานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาแบบใหม่ด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดสำหรับมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้สามารถนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาใหม่ เช่น เซลล์บำบัด หรือเปปไทด์วัคซีน สำหรับรักษาโรคมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ ยังสามารถนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น เช่น pVAC-Seq pipeline ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้อีกด้วย บริษัทเภสัชกรรมขนาดใหญ่และบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่สนใจในการพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาใหม่ จึงควรให้ความสนใจกับงานวิจัยนี้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงเซลล์และการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรม ก็สามารถนำผลงานวิจัยนี้ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องได้เช่นกัน
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ ดังนี้ นักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาโมเลกุล นักวิจัยทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยา นักวิทยาศาสตร์ด้านเซลล์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง และวิศวกรชีวการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาโมเลกุลและนักวิจัยทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยาจะสามารถนำความรู้ความสามารถไปพัฒนาต่อยอดงานวิจัย เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพของ CAR T cells และการวิเคราะห์กลไกการทำงานของ autologous neoantigen-specific T cells แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งสามารถนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้ และวิศวกรชีวการแพทย์สามารถช่วยในการพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการใช้ CAR T cells และ autologous neoantigen-specific T cells อาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น นักวิทยาการข้อมูลและนักชีวสารสนเทศสามารถเข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมและการพัฒนา pVAC-Seq pipeline ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
| รหัสโครงการ : | 172914 |
| หัวหน้าโครงการ : | ศ.ดร. เพทาย เย็นจิตโสมนัส |
| ปีงบประมาณ : | 2565 |
| หน่วยงาน : | มหาวิทยาลัยมหิดล |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ |
| ประเภทโครงการ : | แผนงาน หรือชุดโครงการ |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | วัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาการผลิตและทดสอบประสิทธิภาพของ 4th generation anti-MUC1 CAR T cells และ autologous neoantigen-specific T cells ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมวัตถุประสงค์รอง1) เพื่อผลิต 2nd และ 4th generation anti-MUC1 CAR T cells จาก PBMCs ของอาสาสมัครสุขภาพดี2) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของ 2nd และ 4th generation anti-MUC1 CAR T cells ในการทำลายเซลล์มะเร็งเต้านมทั้ง in vitro และ in vivo3) เพื่อผลิต neoantigen peptides-specific T cells ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเฉพาะบุคคลจาก PBMCs ของผู้ป่วย4) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของ neoantigen neoantigen-specific T cells ในการกำจัดเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยที่เพาะเลี้ยงแบบ 3D-CTOS |
ศ.ดร. เพทาย เย็นจิตโสมนัส. (2565). การผลิตทีเซลล์จำเพาะต่อแอนติเจนของมะเร็งเต้านมเพื่อภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยจริง. มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเทพมหานคร.
ศ.ดร. เพทาย เย็นจิตโสมนัส. 2565. "การผลิตทีเซลล์จำเพาะต่อแอนติเจนของมะเร็งเต้านมเพื่อภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยจริง". มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเทพมหานคร.
ศ.ดร. เพทาย เย็นจิตโสมนัส. "การผลิตทีเซลล์จำเพาะต่อแอนติเจนของมะเร็งเต้านมเพื่อภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยจริง". มหาวิทยาลัยมหิดล, 2565. กรุงเทพมหานคร.
ศ.ดร. เพทาย เย็นจิตโสมนัส. การผลิตทีเซลล์จำเพาะต่อแอนติเจนของมะเร็งเต้านมเพื่อภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยจริง. มหาวิทยาลัยมหิดล; 2565. กรุงเทพมหานคร.