การศึกษาทางคลินิกในระยะที่ 2(a) ของสารสกัดจากเหง้าโกฐเขมาซึ่งเตรียมในรูปแบบยาแคปซูลมาตรฐานเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเภสัชจลนศาสตร์ เมื่อใช้ร่วมกับยามาตรฐานในการรักษามะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาทางคลินิกเฟส 2a ที่มีเป้าหมายประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารสกัดจากเหง้าโกฐเขมาในรูปแบบแคปซูลเมื่อใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดมาตรฐาน (Cisplatin-Gemcitabine) ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย เน้นการศึกษาในผู้ป่วยชาวไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีอัตราการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีสูง จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการศึกษาฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของสารสกัดโกฐเขมา การวิเคราะห์เภสัชจลนศาสตร์ และการศึกษาโมเลกุลเป้าหมายในระดับยีน โปรตีน และเมตาบอไลท์ ซึ่งเป็นการศึกษาที่ครอบคลุมและลึกซึ้งกว่าการศึกษาประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว
วิธีการวิจัยใช้การออกแบบการทดลองแบบสุ่มควบคุม เปรียบเทียบกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดโกฐเขมาในขนาดต่างๆ ร่วมกับการรักษาประคับประคองกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับเพียงการรักษาประคับประคอง การใช้ขนาดยาที่แตกต่างกัน (dose escalation) ในกลุ่มทดลองบ่งชี้ถึงความพยายามในการค้นหาขนาดยาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ การติดตามผู้ป่วยเป็นระยะเวลา 90 วัน และการติดตามผลต่อเนื่องถึง 120 วัน ช่วยให้สามารถประเมินผลระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม ขนาดตัวอย่างผู้ป่วยค่อนข้างน้อย (16 คน) อาจส่งผลให้ผลการวิจัยมีความแม่นยำต่ำและอาจไม่สามารถสรุปผลได้อย่างทั่วไป จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่กว่าเพื่อยืนยันผลการศึกษา
ผลการศึกษาเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าสารสกัดโกฐเขมามีความปลอดภัย ผู้ป่วยสามารถทนต่อยาได้ดี ไม่พบอาการข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับสารสกัด นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดโกฐเขมามีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ โดยลดระดับไซโตไคน์ IL6 และ IL17A ซึ่งบ่งชี้ถึงศักยภาพในการช่วยควบคุมการอักเสบที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยมะเร็ง การวิเคราะห์เภสัชจลนศาสตร์ของ Atractylodin ซึ่งเป็นสารสำคัญในโกฐเขมา พบว่าถูกดูดซึมได้เร็วและถูกกำจัดออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในการออกฤทธิ์ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จลนศาสตร์ของฤทธิ์องค์รวมในการฆ่าเซลล์มะเร็งท่อนน้ำดีแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการต้านมะเร็ง การศึกษาโมเลกุลเป้าหมายในระดับต่างๆ เช่น ยีน โปรตีน และเมตาบอไลท์ ช่วยให้เข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของสารสกัดโกฐเขมาได้ดียิ่งขึ้น
แม้ว่างานวิจัยนี้จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสารสกัดโกฐเขมาในการรักษามะเร็งท่อนน้ำดี แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เช่น การศึกษาเฟส 3 ที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่กว่าเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย การศึกษาเปรียบเทียบกับยาเคมีบำบัดชนิดอื่นๆ หรือการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยที่มีลักษณะทางคลินิกแตกต่างกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถนำไปใช้ในการพัฒนายาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมยาและสมุนไพรเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากงานวิจัยนี้ศึกษายาจากสมุนไพรไทย (โกฐเขมา) ที่มีศักยภาพในการรักษามะเร็งท่อน้ำดี ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดโกฐเขมาได้ ทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต และการตลาด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการแพทย์แผนไทยและเวชกรรมบูรณาการก็สามารถนำผลการวิจัยนี้ไปใช้ในการพัฒนารูปแบบการรักษาแบบผสมผสาน รวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่เน้นสารสกัดจากธรรมชาติก็อาจนำไปประยุกต์ใช้ได้หากมีการศึกษาฤทธิ์อื่นๆเพิ่มเติม
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับนักวิจัยทางการแพทย์ เภสัชกร แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา และนักวิทยาศาสตร์ด้านสมุนไพร นักวิจัยสามารถนำผลการวิจัยนี้ไปต่อยอดในการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการออกฤทธิ์ของสารสกัดโกฐเขมา เภสัชกรสามารถนำความรู้เกี่ยวกับเภสัชจลนศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แพทย์สามารถนำผลการวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วย ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ด้านสมุนไพรสามารถนำไปวิจัยค้นหาสารสำคัญอื่นๆในโกฐเขมาและศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆได้
| รหัสโครงการ : | 7440 |
| หัวหน้าโครงการ : | ศ. ดร. เกศรา ณ บางช้าง |
| ปีงบประมาณ : | 2563 |
| หน่วยงาน : | มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | 1.วัตถุประสงค์หลัก 1.1เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางคลินิกของสารสกัดจากโกฐเขมาที่เตรียมในรูปแบบยาแคปซูลมาตรฐานเมื่อให้ในขนาด 1,000 มิลลิกรัม โดยการกินวันละครั้งเป็นเวลา 21 วัน ร่วมกับยามาตรฐาน Cisplatin-Gemcitabine ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย (Advanced stage cholangiocarcinoma) เปรียบเทียบกับการให้ยาเคมีบำบัดมาตรฐาน Cisplatin-Gemcitabine เพียงอย่างเดียว 1.2 เพื่อศึกษาฤทธิ์การกระตุ้นภูมิคุ้มกันของสารสกัดจากโกฐเขมาที่เตรียมในรูปแบบยาแคปซูลมาตรฐานเมื่อให้ร่วมกับยาเคมีบำบัดมาตรฐาน Cisplatin-Gemcitabine ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย 2. วัตถุประสงค์รอง เพื่อศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ การแสดงออกของสารเมตาบอไลท์ โปรตีนและยีนเป้าหมายการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากโกฐเขมาที่เตรียมในรูปแบบยาแคปซูลมาตรฐาน เมื่อให้ในขนาด 1,000 มิลลิกรัม โดย การกินวันละครั้ง เป็นเวลา 21 วัน ร่วมกับยามาตรฐาน Cisplatin-Gemcitabine ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย |
ศ. ดร. เกศรา ณ บางช้าง. (2563). การศึกษาทางคลินิกในระยะที่ 2(a) ของสารสกัดจากเหง้าโกฐเขมาซึ่งเตรียมในรูปแบบยาแคปซูลมาตรฐานเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเภสัชจลนศาสตร์ เมื่อใช้ร่วมกับยามาตรฐานในการรักษามะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ปทุมธานี, อุบลราชธานี.
ศ. ดร. เกศรา ณ บางช้าง. 2563. "การศึกษาทางคลินิกในระยะที่ 2(a) ของสารสกัดจากเหง้าโกฐเขมาซึ่งเตรียมในรูปแบบยาแคปซูลมาตรฐานเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเภสัชจลนศาสตร์ เมื่อใช้ร่วมกับยามาตรฐานในการรักษามะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย". มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ปทุมธานี, อุบลราชธานี.
ศ. ดร. เกศรา ณ บางช้าง. "การศึกษาทางคลินิกในระยะที่ 2(a) ของสารสกัดจากเหง้าโกฐเขมาซึ่งเตรียมในรูปแบบยาแคปซูลมาตรฐานเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเภสัชจลนศาสตร์ เมื่อใช้ร่วมกับยามาตรฐานในการรักษามะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย". มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2563. ปทุมธานี, อุบลราชธานี.
ศ. ดร. เกศรา ณ บางช้าง. การศึกษาทางคลินิกในระยะที่ 2(a) ของสารสกัดจากเหง้าโกฐเขมาซึ่งเตรียมในรูปแบบยาแคปซูลมาตรฐานเพื่อประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเภสัชจลนศาสตร์ เมื่อใช้ร่วมกับยามาตรฐานในการรักษามะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; 2563. ปทุมธานี, อุบลราชธานี.