โครงการศึกษาการปนเปื้อนและแนวทางการบำบัดน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจน แห่งที่ 16 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยเรื่อง “โครงการศึกษาการปนเปื้อนและแนวทางการบำบัดน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจน แห่งที่ 16 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา” นี้มีวัตถุประสงค์หลักในการแก้ปัญหาการปนเปื้อนของน้ำในอ่างเก็บน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนโดยรอบ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการประเมินขอบเขตการแพร่กระจายของสารปนเปื้อน และใช้การทดลองเชิงประจักษ์ในการศึกษาแนวทางการบำบัดน้ำ
ด้านการประเมินการแพร่กระจายของสารปนเปื้อน: งานวิจัยใช้เทคนิค Forward particle tracking และ Backward particle tracking ในการจำลองการเคลื่อนที่ของสารปนเปื้อนในน้ำใต้ดิน เทคนิคเหล่านี้ช่วยให้สามารถระบุแหล่งที่มาและทิศทางการเคลื่อนที่ของสารปนเปื้อนได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังใช้แบบจำลอง Mass Transport in 3-Dimensions (MT3D) เพื่อประเมินการกระจายตัวของสารปนเปื้อนในพื้นที่ศึกษาแบบสองและสามมิติ การใช้แบบจำลอง MT3D ช่วยให้สามารถจำลองสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างละเอียด และเลือกสถานการณ์ที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากที่สุด ซึ่งในกรณีนี้คือสถานการณ์ที่การปล่อยสารปนเปื้อนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทำให้สามารถคาดการณ์การแพร่กระจายของสารปนเปื้อนในอนาคตได้
ด้านการบำบัดน้ำ: งานวิจัยได้ศึกษาและทดลองใช้ระบบ Successive alkalinity producing system (SAPS) เพื่อพัฒนาแนวทางการทำกำแพงบำบัด การใช้ระบบ SAPS นับเป็นแนวทางที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นวิธีการบำบัดที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้วัสดุอินทรีย์ผสมมูลวัวและหินปูน ซึ่งเป็นวัสดุที่มีต้นทุนต่ำ การทดลองเพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสมของวัสดุต่างๆ ช่วยให้สามารถออกแบบกำแพงบำบัดที่มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้หลักการ Gravity Design และการนำบึงประดิษฐ์ (Wetland) มาใช้ร่วมด้วย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัด และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อดีและข้อจำกัดของงานวิจัย: ข้อดีของงานวิจัยนี้ คือ การใช้เทคนิคการจำลองและการทดลองที่หลากหลาย ทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาการปนเปื้อนของน้ำในพื้นที่อื่นๆ ได้ นอกจากนี้ การใช้เทคนิคการบำบัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีต้นทุนต่ำ ก็เป็นอีกหนึ่งข้อดีที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น ขอบเขตการศึกษาที่อาจจะจำกัดเฉพาะพื้นที่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 และอาจจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ครอบคลุมมากขึ้น นอกจากนี้ การใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์อาจมีข้อจำกัดในด้านความแม่นยำ เนื่องจากแบบจำลองเป็นเพียงการจำลองสถานการณ์ และอาจไม่ได้ครอบคลุมทุกปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนได้อย่างสมบูรณ์
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม เช่น:
-
อุตสาหกรรมน้ำ: งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการบำบัดน้ำ และการจัดการคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก เช่น อุตสาหกรรมน้ำประปา อุตสาหกรรมน้ำดื่มบรรจุขวด และอุตสาหกรรมการบำบัดน้ำเสีย
-
อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี: อุตสาหกรรมเหล่านี้มักปล่อยสารปนเปื้อนลงสู่สิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการประเมินความเสี่ยง และพัฒนาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของน้ำ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
-
อุตสาหกรรมเกษตรกรรม: การใช้สารเคมีในเกษตรกรรม อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาแนวทางการจัดการสารเคมี และการบำบัดน้ำที่ปนเปื้อน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
-
อุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อม: งานวิจัยนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษา วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับบุคคลที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม อาชีพที่เกี่ยวข้องได้แก่:
-
วิศวกรสิ่งแวดล้อม: สามารถนำความรู้จากงานวิจัยไปใช้ในการออกแบบและวางแผนระบบบำบัดน้ำ และการจัดการคุณภาพน้ำ
-
นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม: สามารถนำความรู้จากงานวิจัยไปใช้ในการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของการปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม
-
นักวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ: สามารถนำงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนานโยบายและแผนงานด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ
-
เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม: สามารถนำงานวิจัยไปใช้ในการกำหนดนโยบาย การกำกับดูแล และการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม
-
นักวิจัย: สามารถนำงานวิจัยนี้เป็นพื้นฐานในการศึกษาวิจัยต่อยอดในด้านที่เกี่ยวข้อง
| รหัสโครงการ : | 174156 |
| หัวหน้าโครงการ : | ดร. ทัศนีย์ เนตรทัศน์ |
| ปีงบประมาณ : | 2565 |
| หน่วยงาน : | กรมทรัพยากรน้ำบาดาล |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | 1. เพื่อประเมินขอบเขตการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนในน้ำใต้ดินโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ น้ำบาดาล2. เพื่อศึกษาแนวทางการทำกำแพงบำบัด ซึ่งจะเป็นการลดการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนลงสู่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจน แห่งที่ 16 |
ดร. ทัศนีย์ เนตรทัศน์. (2565). โครงการศึกษาการปนเปื้อนและแนวทางการบำบัดน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจน แห่งที่ 16 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา. กรมทรัพยากรน้ำบาดาล. กรุงเทพมหานคร, ฉะเชิงเทรา, ปทุมธานี.
ดร. ทัศนีย์ เนตรทัศน์. 2565. "โครงการศึกษาการปนเปื้อนและแนวทางการบำบัดน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจน แห่งที่ 16 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา". กรมทรัพยากรน้ำบาดาล. กรุงเทพมหานคร, ฉะเชิงเทรา, ปทุมธานี.
ดร. ทัศนีย์ เนตรทัศน์. "โครงการศึกษาการปนเปื้อนและแนวทางการบำบัดน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจน แห่งที่ 16 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา". กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, 2565. กรุงเทพมหานคร, ฉะเชิงเทรา, ปทุมธานี.
ดร. ทัศนีย์ เนตรทัศน์. โครงการศึกษาการปนเปื้อนและแนวทางการบำบัดน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจน แห่งที่ 16 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา. กรมทรัพยากรน้ำบาดาล; 2565. กรุงเทพมหานคร, ฉะเชิงเทรา, ปทุมธานี.