การพัฒนาต่อยอดระบบ software smart bed ควบคุมเตียงพลิกตะแคงและเบาะเจลยางพาราป้องกันแผลกดทับ Doctor N Medigel เพื่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในยุคที่มีการระบาดของโรคอุบัติใหม่โควิด 19
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของระบบ Smart Bed ควบคุมเตียงพลิกตะแคงและเบาะเจลยางพาราป้องกันแผลกดทับ (Doctor N Medigel) สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 งานวิจัยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ การเปรียบเทียบอุบัติการณ์แผลกดทับระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้และไม่ใช้เตียงพลิกตะแคง การประเมินความพึงพอใจและความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ควบคุมเตียง และการประเมินเชิงบริหารด้านการลดภาระงานพยาบาล
จุดเด่นของงานวิจัยอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และลดความเสี่ยงการติดเชื้อ การพลิกตะแคงผู้ป่วยติดเตียงเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานและเวลาของพยาบาลจำนวนมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของพยาบาลและการแพร่กระจายเชื้อโรค ระบบ Smart Bed ช่วยลดภาระงานนี้ได้โดยอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บของพยาบาล และลดการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่
การศึกษาอุบัติการณ์แผลกดทับในกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้และไม่ใช้เตียงพลิกตะแคงเป็นการวัดประสิทธิผลของระบบอย่างตรงไปตรงมา การประเมินความพึงพอใจและความปลอดภัยของซอฟต์แวร์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าระบบใช้งานง่าย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ การประเมินเชิงบริหารด้านการลดภาระงานพยาบาลจะช่วยประเมินผลกระทบต่อระบบการดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาล และสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการจัดสรรกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังมีข้อจำกัดบางประการที่ควรพิจารณา เช่น ขนาดกลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลาการศึกษา และความหลากหลายของกลุ่มผู้ป่วย การศึกษาที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และระยะเวลาการศึกษานานขึ้นจะทำให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น การศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความหลากหลายของสภาพร่างกายและโรคประจำตัวจะทำให้ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างการใช้ระบบ Smart Bed กับการใช้แรงงานคนในการดูแลผู้ป่วยเพื่อประเมินความคุ้มค่าของระบบอย่างครบถ้วน
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงประยุกต์ที่สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงระบบการดูแลผู้ป่วยติดเตียงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีการระบาดของโรคอุบัติใหม่ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยเป็นแนวทางที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วย และช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพของระบบสาธารณสุขของประเทศ
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ เหตุผลคือ:
-
อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์: งานวิจัยนี้สามารถนำไปพัฒนาและปรับปรุงเตียงพลิกตะแคงและระบบควบคุม รวมถึงเบาะเจลยางพารา ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถนำไปผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้
-
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทางการแพทย์: งานวิจัยนี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมเตียง การวิเคราะห์ความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ และการออกแบบระบบที่ใช้งานง่าย จึงเหมาะสำหรับบริษัทที่พัฒนาซอฟต์แวร์ทางการแพทย์เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ดียิ่งขึ้น
-
อุตสาหกรรมผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ: โรงพยาบาล สถานพยาบาล และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุสามารถนำผลการวิจัยไปปรับใช้ในการดูแลผู้ป่วย ลดภาระงานพยาบาล และปรับปรุงคุณภาพการดูแลผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดต้นทุนในการดูแลผู้ป่วยระยะยาว
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์หลายสาขา เช่น พยาบาล นักกายภาพบำบัด แพทย์ วิศวกรชีวการแพทย์ และนักวิจัยด้านการดูแลสุขภาพ เหตุผลคือ:
-
พยาบาล: พยาบาลจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลดภาระงานในการพลิกตะแคงผู้ป่วย ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ และสามารถดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
-
นักกายภาพบำบัด: สามารถใช้ข้อมูลจากการวิจัยในการวางแผนการบำบัดรักษาผู้ป่วย และประเมินผลการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
แพทย์: สามารถใช้ข้อมูลจากการวิจัยในการประเมินความเสี่ยง วางแผนการรักษา และติดตามอาการผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
-
วิศวกรชีวการแพทย์: สามารถนำความรู้และทักษะทางด้านวิศวกรรมไปพัฒนาและปรับปรุงระบบ Smart Bed ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
-
นักวิจัยด้านการดูแลสุขภาพ: สามารถนำผลการวิจัยไปต่อยอดในการวิจัยอื่นๆ เช่น การศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบในกลุ่มผู้ป่วยประเภทต่างๆ หรือการพัฒนาระบบให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น
| รหัสโครงการ : | 174617 |
| หัวหน้าโครงการ : | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นลินี โกวิทวนาวงษ์ |
| ปีงบประมาณ : | 2565 |
| หน่วยงาน : | มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | 1.เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้เตียงพลิกตะแคงและในกลุ่มที่ไม่ได้ใช้เตียงพลิกตะแคง2.ประเมินความพึงพอใจในการใช้งานของ software และปรับฟังก์ชันการใช้งานให้เหมาะสมและสะดวกกับผู้ใช้งาน โดยเน้นเรื่อง risk management ของ software เพื่อวิเคราะห์เรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน3.ประเมินเชิงบริหารในด้านการลดการทำงานของพยาบาล และการจัดกำลังพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย |
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นลินี โกวิทวนาวงษ์. (2565). การพัฒนาต่อยอดระบบ software smart bed ควบคุมเตียงพลิกตะแคงและเบาะเจลยางพาราป้องกันแผลกดทับ Doctor N Medigel เพื่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในยุคที่มีการระบาดของโรคอุบัติใหม่โควิด 19. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. กรุงเทพมหานคร.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นลินี โกวิทวนาวงษ์. 2565. "การพัฒนาต่อยอดระบบ software smart bed ควบคุมเตียงพลิกตะแคงและเบาะเจลยางพาราป้องกันแผลกดทับ Doctor N Medigel เพื่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในยุคที่มีการระบาดของโรคอุบัติใหม่โควิด 19". มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. กรุงเทพมหานคร.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นลินี โกวิทวนาวงษ์. "การพัฒนาต่อยอดระบบ software smart bed ควบคุมเตียงพลิกตะแคงและเบาะเจลยางพาราป้องกันแผลกดทับ Doctor N Medigel เพื่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในยุคที่มีการระบาดของโรคอุบัติใหม่โควิด 19". มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2565. กรุงเทพมหานคร.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นลินี โกวิทวนาวงษ์. การพัฒนาต่อยอดระบบ software smart bed ควบคุมเตียงพลิกตะแคงและเบาะเจลยางพาราป้องกันแผลกดทับ Doctor N Medigel เพื่อการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในยุคที่มีการระบาดของโรคอุบัติใหม่โควิด 19. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์; 2565. กรุงเทพมหานคร.