การจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาผู้ต้องขังให้เป็นครูสอนทอผ้าไหมเพื่อความต่อเนื่องในการฝึกวิชาชีพทอผ้าไหมในเรือนจำจังหวัดลำพูน
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยเรื่อง "การจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาผู้ต้องขังให้เป็นครูสอนทอผ้าไหมเพื่อความต่อเนื่องในการฝึกวิชาชีพทอผ้าไหมในเรือนจำจังหวัดลำพูน" นี้ เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการที่มุ่งแก้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการพัฒนาฝีมือการทอผ้าไหมของผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดลำพูน ปัญหาหลักที่งานวิจัยนี้เข้ามาแก้ไขคือ งบประมาณจำกัด ต้นทุนสูง การเรียนการสอนที่ขาดความต่อเนื่อง และการที่ทักษะของผู้ต้องขังไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน วิธีการแก้ไขปัญหาที่งานวิจัยนำเสนอคือการพัฒนาผู้ต้องขังให้เป็น "ครูพี่เลี้ยง" สอนทอผ้าไหมแก่ผู้ต้องขังใหม่ๆ สร้างความยั่งยืนในการถ่ายทอดความรู้และทักษะ ไม่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญภายนอกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกอบรมได้เป็นอย่างดี
จุดเด่นของงานวิจัยนี้ คือ การใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) โดยมีการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ตั้งแต่ผู้ต้องขัง (ทั้งครูและผู้เรียน) ผู้ฝึกอบรม ผู้ช่วยในการหาตลาดงาน และเจ้าหน้าที่เรือนจำ ทำให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง การใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลหลากหลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม การระดมสมอง และการสังเกตแบบไม่แทรกแซง ทำให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและรอบด้าน การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ช่วยให้สามารถสรุปประเด็นสำคัญและได้ข้อสรุปที่มีความหมาย
กระบวนการดำเนินงานวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการจัดการความรู้จากงานวิจัยที่ผ่านมา นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรและวิธีการสอน ต่อด้วยการถ่ายทอดความรู้และทักษะการทอผ้าไหมยกดอกลำพูนแบบลงมือปฏิบัติจริง โดยมีผู้ต้องขังที่ได้รับการฝึกฝนเป็นครูพี่เลี้ยง และขั้นตอนสุดท้ายคือการส่งเสริมอาชีพโดยการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีโอกาสได้ทำงานจริงหลังจากพ้นโทษ ทำให้เกิดการต่อยอดความรู้และทักษะ สร้างรายได้ และลดโอกาสการกลับเข้าสู่ระบบกระบวนการยุติธรรม
ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยคือการพัฒนาครูสอนทอผ้าไหมในเรือนจำได้ 11 คน สามารถสอนทักษะการทอผ้าไหมได้อย่างเชี่ยวชาญ และมีการสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการ 4 ร้าน สามารถจ้างงานผู้ต้องขังได้ 4 คน แสดงให้เห็นว่า งานวิจัยนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังมีข้อเสนอแนะในการพัฒนาต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาความสามารถของผู้ต้องขัง และการปรับปรุงกระบวนการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การสร้างกลไกในการสื่อสารและความร่วมมือที่ดีขึ้นระหว่างเรือนจำ ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดอุปสรรคและความยุ่งยากในการจ้างงาน
โดยสรุป งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพ มีการออกแบบการวิจัยที่ดี มีวิธีการวิจัยที่เหมาะสม และได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาอาชีพให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำอื่นๆ และเป็นแนวทางในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมทอผ้าไหมของประเทศไทยได้
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะสมกับ อุตสาหกรรมทอผ้าไหม เป็นอย่างมาก เนื่องจากงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาและถ่ายทอดทักษะการทอผ้าไหม โดยเฉพาะผ้าไหมยกดอกลำพูน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และคุณค่าทางเศรษฐกิจ การพัฒนาผู้ต้องขังให้เป็นแรงงานที่มีทักษะสูง พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ประกอบการ จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิต ลดต้นทุนแรงงาน และพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ส่งเสริมการแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมสิ่งทออื่นๆ ที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางได้ การสร้างแรงงานฝีมือจากกลุ่มผู้ต้องขังยังเป็นการสร้างโอกาสทางสังคม ทำให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข และเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจประเทศได้อย่างยั่งยืน
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับหลายอาชีพ อาทิเช่น:
- นักวิจัยด้านการพัฒนาอาชีพและการพัฒนาผู้ต้องขัง: งานวิจัยนี้สามารถเป็นกรณีศึกษาหรือแนวทางในการออกแบบโครงการพัฒนาอาชีพสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำอื่นๆ
- ครูอาชีวะหรือผู้ฝึกอบรมด้านการทอผ้าไหม: งานวิจัยนี้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสอนและการถ่ายทอดทักษะ สามารถนำมาปรับใช้ในการออกแบบหลักสูตรฝึกอบรม
- ผู้ประกอบการด้านสิ่งทอ (โดยเฉพาะผ้าไหม): งานวิจัยนี้ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูง และช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจัดหาแรงงาน
- เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์: งานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้ต้องขัง สร้างอาชีพ และลดปัญหาการกลับเข้าสู่ระบบกระบวนการยุติธรรมซ้ำ
| รหัสโครงการ : | 181700 |
| หัวหน้าโครงการ : | นางสาวจันทร์จิตร เธียรสิริ |
| ปีงบประมาณ : | 2566 |
| หน่วยงาน : | มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านสังคมศาสตร์ |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | เพื่อจัดการความรู้เรื่องการพัฒนาผู้ต้องขังให้เป็นครูสอนการทอผ้าไหมให้สอดคล้องตามบริบทของเรือนจำจังหวัดลำพูน เพื่อพัฒนาผู้ต้องขังให้เป็นครูพี่เลี้ยงสอนทอผ้าไหมให้ผู้ต้องขังใหม่ในเรือนจำจังหวัดลำพูน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการจ้างงานทอผ้าไหมให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดลำพูน |
นางสาวจันทร์จิตร เธียรสิริ. (2566). การจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาผู้ต้องขังให้เป็นครูสอนทอผ้าไหมเพื่อความต่อเนื่องในการฝึกวิชาชีพทอผ้าไหมในเรือนจำจังหวัดลำพูน. มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น. ลำพูน.
นางสาวจันทร์จิตร เธียรสิริ. 2566. "การจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาผู้ต้องขังให้เป็นครูสอนทอผ้าไหมเพื่อความต่อเนื่องในการฝึกวิชาชีพทอผ้าไหมในเรือนจำจังหวัดลำพูน". มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น. ลำพูน.
นางสาวจันทร์จิตร เธียรสิริ. "การจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาผู้ต้องขังให้เป็นครูสอนทอผ้าไหมเพื่อความต่อเนื่องในการฝึกวิชาชีพทอผ้าไหมในเรือนจำจังหวัดลำพูน". มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น, 2566. ลำพูน.
นางสาวจันทร์จิตร เธียรสิริ. การจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดกระบวนการพัฒนาผู้ต้องขังให้เป็นครูสอนทอผ้าไหมเพื่อความต่อเนื่องในการฝึกวิชาชีพทอผ้าไหมในเรือนจำจังหวัดลำพูน. มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น; 2566. ลำพูน.