การวิจัยและพัฒนาการดำรงสภาพชิ้นส่วนซ่อมของยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก: กรณีศึกษาของระบบสายพานรถถังขนาดเบา 32 คอมมานโด สติงเรย์ และรถสายพานลำเลียงพลแบบ เอ็ม 113
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยเรื่อง “การวิจัยและพัฒนาการดำรงสภาพชิ้นส่วนซ่อมของยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก: กรณีศึกษาของระบบสายพานรถถังขนาดเบา 32 คอมมานโด สติงเรย์ และรถสายพานลำเลียงพลแบบ เอ็ม 113” นี้เป็นงานวิจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในการซ่อมแซมและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ที่ต้องการให้ประเทศไทยมีความมั่นคงและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการนำเอาเทคโนโลยีวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) มาใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบชิ้นส่วนยางรองสายพาน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของรถถังขนาดเบา 32 คอมมานโด สติงเรย์ และรถสายพานลำเลียงพล เอ็ม 113 การใช้เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สามารถศึกษาโครงสร้าง วัสดุ และกระบวนการผลิตของชิ้นส่วนเดิมได้อย่างละเอียด และนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบและผลิตชิ้นส่วนทดแทนที่มีคุณภาพเทียบเท่าหรือดีกว่า โดยเน้นการใช้วัสดุยางธรรมชาติ ซึ่งเป็นวัสดุที่มีอยู่ภายในประเทศ ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการจัดหาชิ้นส่วนจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบและผลิตทางวิศวกรรม (CAD/CAM) ทำให้กระบวนการออกแบบและผลิตมีความแม่นยำ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดข้อผิดพลาดและต้นทุนในการผลิต ผลลัพธ์ที่ได้คือต้นแบบชิ้นส่วนยางรองสายพานที่ผ่านการทดสอบเบื้องต้นและพร้อมที่จะนำไปใช้จริง จำนวนที่ผลิตได้ก็เพียงพอต่อการใช้งานจริงของยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ การสร้างแบบจำลอง 2 มิติ และ 3 มิติ รวมถึงการสร้างแม่พิมพ์ ก็แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของกระบวนการวิจัย และความพร้อมในการขยายผลสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น การทดสอบเบื้องต้นอาจยังไม่ครอบคลุมทุกสภาวะการใช้งานจริง อาจจำเป็นต้องมีการทดสอบเพิ่มเติมในระยะยาวเพื่อประเมินความทนทานและอายุการใช้งานของชิ้นส่วนที่พัฒนาขึ้น นอกจากนี้ การขยายผลสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมอาจต้องมีการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น การลงทุน เทคโนโลยี และกำลังการผลิต อีกทั้ง งานวิจัยนี้เน้นเฉพาะชิ้นส่วนยางรองสายพาน อาจจำเป็นต้องขยายขอบเขตการวิจัยไปยังชิ้นส่วนอื่นๆ ของยุทโธปกรณ์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่โดยรวมแล้ว งานวิจัยนี้ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาความสามารถในการซ่อมแซมและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ภายในประเทศ และเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านกลาโหมให้กับประเทศอย่างแท้จริง
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมการทหาร และอุตสาหกรรมการผลิตแม่พิมพ์ เหตุผลคือ:
- อุตสาหกรรมยาง: งานวิจัยนี้เน้นการใช้วัสดุยางธรรมชาติเป็นหลัก จึงมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมยาง การพัฒนาวัสดุและกระบวนการผลิตยางสำหรับชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ ได้
- อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์: เทคนิคและเทคโนโลยีที่ใช้ในการวิจัย เช่น วิศวกรรมย้อนกลับและ CAD/CAM สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อื่นๆ ได้ โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ต้องมีความทนทานและใช้งานในสภาวะที่ท้าทาย
- อุตสาหกรรมการทหาร: งานวิจัยนี้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมการทหารที่ต้องการพึ่งพาตนเองในการซ่อมแซมและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ การพัฒนาชิ้นส่วนทดแทนที่มีคุณภาพสูงสามารถลดต้นทุนและเวลาในการจัดหาจากต่างประเทศได้
- อุตสาหกรรมการผลิตแม่พิมพ์: การสร้างแม่พิมพ์สำหรับขึ้นรูปชิ้นส่วนยางรองสายพาน เป็นองค์ความรู้ที่สำคัญและสามารถนำไปใช้ในการผลิตแม่พิมพ์สำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะสมกับวิศวกรเครื่องกล วิศวกรวัสดุ วิศวกรยานยนต์ นักวิทยาศาสตร์วัสดุ และช่างเทคนิค เหตุผลคือ:
- วิศวกรเครื่องกล: มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การผลิต และการวิเคราะห์โครงสร้างของเครื่องจักรกล ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบสายพานและชิ้นส่วนต่างๆ
- วิศวกรวัสดุ: มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเลือกใช้วัสดุ การทดสอบวัสดุ และการประเมินสมรรถนะของวัสดุ ซึ่งมีความสำคัญในการเลือกใช้วัสดุยางที่เหมาะสมสำหรับชิ้นส่วนยางรองสายพาน
- วิศวกรยานยนต์: มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างและระบบการทำงานของรถถังและยานพาหนะทางทหาร สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชิ้นส่วนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- นักวิทยาศาสตร์วัสดุ: มีความเชี่ยวชาญในการวิจัยและพัฒนาวัสดุใหม่ๆ รวมถึงการปรับปรุงคุณสมบัติของวัสดุที่มีอยู่ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาวะต่างๆ
- ช่างเทคนิค: มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานด้านการซ่อมแซมและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ สามารถนำความรู้จากงานวิจัยนี้ไปใช้ในการซ่อมแซมและบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
| รหัสโครงการ : | 143172 |
| หัวหน้าโครงการ : | นายศุภสิทธิ์ รอดขวัญ |
| ปีงบประมาณ : | 2563 |
| หน่วยงาน : | มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านเกษตรศาสตร์ |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | 1 เพื่อวิจัยและพัฒนายุทธภัณฑ์ชิ้นส่วนซ่อมต้นแบบกรณีศึกษาสายพานของรถถังขนาดเบา 32 คอมมานโด สติงเรย์ และรถสายพานลำเลียงพล เอ็ม 113 โดยใช้เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมย้อนกลับ และการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบและผลิตทางวิศวกรรม2 เพื่อวิจัยและพัฒนาให้ได้มาซึ่งชิ้นส่วนซ่อมของยุทโธปกรณ์ ที่มีรายการครบถ้วน มีคุณภาพได้มาตรฐาน และผ่านการทดสอบตามขั้นตอนของกองทัพบก เพื่อให้สามารถขยายผลไปสู่สายการผลิตได้จริงในกองทัพบก และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป |
นายศุภสิทธิ์ รอดขวัญ. (2563). การวิจัยและพัฒนาการดำรงสภาพชิ้นส่วนซ่อมของยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก: กรณีศึกษาของระบบสายพานรถถังขนาดเบา 32 คอมมานโด สติงเรย์ และรถสายพานลำเลียงพลแบบ เอ็ม 113. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ขอนแก่น, นครราชสีมา.
นายศุภสิทธิ์ รอดขวัญ. 2563. "การวิจัยและพัฒนาการดำรงสภาพชิ้นส่วนซ่อมของยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก: กรณีศึกษาของระบบสายพานรถถังขนาดเบา 32 คอมมานโด สติงเรย์ และรถสายพานลำเลียงพลแบบ เอ็ม 113". มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ขอนแก่น, นครราชสีมา.
นายศุภสิทธิ์ รอดขวัญ. "การวิจัยและพัฒนาการดำรงสภาพชิ้นส่วนซ่อมของยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก: กรณีศึกษาของระบบสายพานรถถังขนาดเบา 32 คอมมานโด สติงเรย์ และรถสายพานลำเลียงพลแบบ เอ็ม 113". มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2563. ขอนแก่น, นครราชสีมา.
นายศุภสิทธิ์ รอดขวัญ. การวิจัยและพัฒนาการดำรงสภาพชิ้นส่วนซ่อมของยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก: กรณีศึกษาของระบบสายพานรถถังขนาดเบา 32 คอมมานโด สติงเรย์ และรถสายพานลำเลียงพลแบบ เอ็ม 113. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; 2563. ขอนแก่น, นครราชสีมา.