การผลิตเชื้อเพลิงทางเลือกจากแก๊สทิ้งของกระบวนการไบโอเอทานอล
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยนี้ศึกษาการผลิตเชื้อเพลิงทางเลือกจากแก๊สทิ้งของกระบวนการผลิตไบโอเอทานอล ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญจากอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากการผลิตไบโอเอทานอลปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมาก งานวิจัยจึงมุ่งแก้ปัญหานี้ด้วยการแปลงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในแก๊สทิ้งให้เป็นเชื้อเพลิงที่มีมูลค่า โดยแบ่งเป็น 4 โครงการย่อย แต่ละโครงการมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และสุดท้ายรวมกระบวนการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
โครงการที่ 1 เน้นการสลายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยเทคโนโลยีพลาสมา (Plasma) ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยาเพอร์รอฟสไกด์ออกไซด์ พลาสมาเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการสลายโมเลกุลของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ การเลือกใช้ LaCoO3 และ LaCaxCo1-xO3+d เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการค้นหาตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ การประเมินความคุ้มทุนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลงานวิจัยนี้มีประโยชน์เชิงปฏิบัติ
โครงการที่ 2 มุ่งเน้นการผลิตไฮโดรเจนจากกระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้าเคมีทางแสง (PEC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสะอาดและใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงาน การใช้สารกึ่งตัวนำ p-n เป็นขั้วไฟฟ้าแสดงให้เห็นถึงการนำความรู้ทางวัสดุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ การควบคุมการป้อนกระแสไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความเข้มแสงอาทิตย์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การผลิตไฮโดรเจนเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี PEC ยังมีต้นทุนสูงและประสิทธิภาพยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ จึงเป็นจุดที่ควรพัฒนาต่อยอด
โครงการที่ 3 เน้นการผลิตแก๊สมีเทนจากแก๊สทิ้งโดยใช้กระบวนการมีเทเนชัน (Methanation) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์/คาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรเจนให้เป็นมีเทน การเลือกใช้วัสดุราคาไม่แพงและหาได้ในประเทศไทยเป็นข้อดี การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยา 20%Ni/Zeolite LTA5A และการศึกษาเงื่อนไขการเกิดปฏิกิริยาอย่างละเอียดเป็นจุดเด่นของโครงการนี้ การทดสอบกับแก๊สทิ้งจริงและการประเมินเสถียรภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการนำไปใช้จริง อย่างไรก็ตาม การมีไฮโดรเจนซัลไฟด์ในแก๊สทิ้งอาจมีผลต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของตัวเร่งปฏิกิริยา
โครงการที่ 4 เป็นการออกแบบระบบการผลิตมีเทนโดยใช้การรวมเทคโนโลยีต่างๆ เช่น มีเทเนชัน โฟโตแคสตาไลติก และพลาสมา การสร้างแบบจำลองและการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบต่างๆ ช่วยในการเลือกวิธีการที่ดีที่สุด การวิเคราะห์การใช้พลังงานและการประเมินทางเศรษฐศาสตร์เป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจลงทุน การวิเคราะห์ผลทางเศรษฐศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการเมทาเนชันมีราคาต่ำที่สุดนั้นสำคัญมากสำหรับการนำผลงานไปใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ราคาของการรวมทั้งสามกระบวนการยังสูงอยู่
โดยรวมแล้ว งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าจากของเสียทางอุตสาหกรรม การแบ่งงานวิจัยออกเป็น 4 โครงการย่อยทำให้สามารถศึกษาแต่ละกระบวนการอย่างละเอียด และการรวมกระบวนการต่างๆ ทำให้ได้ระบบการผลิตเชื้อเพลิงทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะมีความท้าทายอยู่บ้าง เช่น ต้นทุนของเทคโนโลยีบางอย่าง แต่ก็เป็นงานวิจัยที่มีความสำคัญและมีศักยภาพในการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยั่งยืน
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะอย่างยิ่งกับ อุตสาหกรรมไบโอเอทานอล เนื่องจากงานวิจัยนี้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยตรงจากแก๊สทิ้งของอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบหลัก การนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้จะช่วยลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก เพิ่มมูลค่าจากของเสีย และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับโรงงานไบโอเอทานอล นอกจากนี้ งานวิจัยยังอาจนำไปประยุกต์ใช้กับ อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นปริมาณมาก เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า หรืออุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก แต่การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับชนิดและปริมาณของแก๊สทิ้งในแต่ละอุตสาหกรรมอาจจำเป็น
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับบุคคลในหลายอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- วิศวกรเคมี: งานวิจัยเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางเคมี การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ และการควบคุมกระบวนการ วิศวกรเคมีสามารถนำความรู้และทักษะมาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงทางเลือก
- นักวิทยาศาสตร์วัสดุ: งานวิจัยเกี่ยวข้องกับการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยา การเลือกใช้วัสดุ และการวิเคราะห์คุณสมบัติของวัสดุ นักวิทยาศาสตร์วัสดุสามารถมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำ
- นักวิจัยด้านพลังงาน: งานวิจัยนี้เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานทางเลือก การประเมินประสิทธิภาพ และความคุ้มทุน นักวิจัยด้านพลังงานสามารถนำความรู้และทักษะมาใช้ในการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพของเทคโนโลยีต่างๆ
- นักเศรษฐศาสตร์: การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นส่วนสำคัญของงานวิจัยนี้ นักเศรษฐศาสตร์สามารถมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงทางเลือก
| รหัสโครงการ : | 109674 |
| หัวหน้าโครงการ : | รศ.ดร. ไพลิน เงาตระการวิวัฒน์ |
| ปีงบประมาณ : | 2564 |
| หน่วยงาน : | มหาวิทยาลัยบูรพา |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | แผนงานวิจัยนี้ ประกอบด้วยโครงการวิจัย 4 โครงการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการ ดังนี้โครงการวิจัยที่1 กระบวนการสลายแก๊สเสียคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมพลาสมา จากกระบวนการผลิตไบเอทานอลในสภาวะไร้อากาศ สร้างต้นแบบเครื่องพลาสมาชนิด Direct Barrier Discharge (DBD) ขนาดระดับห้องปฏิบัติการวิจัย (research scale) สังเคราะห์และวิเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเพอร์รอฟสไกด์ออกไซด์ชนิด LaCoO3 และ LaCaxCo1-xO3+d ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการสลายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดเพอร์รอฟสไกด์ออกไซด์ ประเมินความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์และพลังงานของกระบวนการสลายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยาโครงการวิจัยที่2การผลิตไฮโดรเจนจากกระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้าเคมีทางแสง ศึกษาปัจจัยในการเตรียมขั้วไฟฟ้าจากสารกึ่งตัวนำ p-n สำหรับกระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้าเคมีทางแสง (PEC) ที่มีการจำลองสภาวะการฉายแสงพร้อมๆ กับป้อนกระแสไฟฟ้า ที่มีต่อการผลิตไฮโดรเจน สร้างเครื่องปฏิกรณ์สำหรับกระบวนการแยกน้ำด้วยไฟฟ้าเคมีทางแสง (PEC) ที่มีการควบคุมการป้อนกระแสไฟฟ้าให้สอดคล้องกับสภาวะความเข้มแสงอาทิตย์ เพื่อให้การผลิตไฮโดรเจนเกิดอย่างสม่ำเสมอ ศึกษาประสิทธิภาพของขั้วไฟฟ้าจากสารกึ่งตัวนำ p-n สำหรับกระบวนการ PEC ที่มีการฉายแสงอาทิตย์พร้อมๆ กับป้อนกระแสไฟฟ้า เพื่อให้การผลิตไฮโดรเจนเกิดอย่างสม่ำเสมอโครงการวิจัยที่3การผลิตแก๊สมีเทนจากแก๊สทิ้งของกระบวนการไบโอเอทานอล เพื่อออกแบบและพัฒนาองค์ประกอบของตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีความสามารถเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์/แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ และแก๊สไฮโดรเจน ให้เป็นแก๊สมีเทนโดยเน้นการใช้วัสดุที่มีราคาไม่แพงและสามารถหาได้ในประเทศไทย เพื่อสร้างกระบวนการต้นแบบ ระดับห้องปฏิบัติการ โดยการปรับปรุงกระบวนการต้นแบบที่มีอยู่เดิม เพื่อใช้ในการทดสอบหาสภาวะที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์/แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ให้เป็นแก๊สมีเทน เพื่อทดสอบการเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์/แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ให้เป็นแก๊สมีเทน ณ ช่วงอุณหภูมิที่สามารถเกิดปฏิกิริยา โดยคัดเลือกจากตัวเร่งปฏิกิริยาที่พัฒนาองค์ประกอบแล้ว เพื่อหาสภาวะต้นแบบ โดยนำตัวเร่งปฏิกิริยาที่คัดเลือก มาทดสอบหาสภาวะต้นแบบ (อัตราส่วนของของสารตั้งต้น, อัตราการไหลของสารตั้งต้นต่อน้ำหนักของตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้) หาเสถียรภาพของตัวเร่งปฏิกิริยา และวิธีการฟื้นฟูสภาพของตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อนำไปปรับใช้งานของตัวเร่งปฏิกิริยาในอนาคตโครงการวิจัยที่4การพัฒนาและออกแบบระบบการผลิตมีเทนจากแก๊สทิ้งของกระบวนการไบโอเอทานอล ศึกษาและสร้างแบบจำลองการผลิตเชื้อเพลิงมีเทนจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากก๊าซเสียด้วยการผ่านกระบวนการมีเทเนชัน โฟโตแคสตาไลติก และพลาสมา วิเคราะห์ผลของตัวแปรดำเนินการของแต่ละกระบวนการ และตัวแปรที่สัมพันธ์ในการเข้าร่วมกระบวนการ ออกแบบและเปรียบเทียบระบบของการผลิตมีเทนระหว่าง ระบบที่ 1 ระบบที่เข้าร่วมกระบวนการระหว่างมีเทเนชันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และโฟโตแคสตาไลติก และระบบที่ 2 ระบบที่เข้าร่วมกระบวนการมีเทเนชันของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โฟโตแคสตาไลติก และพลาสมา วิเคราะห์การใช้พลังงาน หาสภาวะที่เหมาะสมที่ทำให้ประสิทธิภาพรวมของระบบผลิตมีเทนได้สูงสุด ประเมินทางเศรษฐศาสตร์ของระบบที่เข้าร่วมกระบวนการมีเทเนชัน โฟโตแคสตาไลติก และพลาสมา |
รศ.ดร. ไพลิน เงาตระการวิวัฒน์. (2564). การผลิตเชื้อเพลิงทางเลือกจากแก๊สทิ้งของกระบวนการไบโอเอทานอล. มหาวิทยาลัยบูรพา. ชลบุรี, สระแก้ว.
รศ.ดร. ไพลิน เงาตระการวิวัฒน์. 2564. "การผลิตเชื้อเพลิงทางเลือกจากแก๊สทิ้งของกระบวนการไบโอเอทานอล". มหาวิทยาลัยบูรพา. ชลบุรี, สระแก้ว.
รศ.ดร. ไพลิน เงาตระการวิวัฒน์. "การผลิตเชื้อเพลิงทางเลือกจากแก๊สทิ้งของกระบวนการไบโอเอทานอล". มหาวิทยาลัยบูรพา, 2564. ชลบุรี, สระแก้ว.
รศ.ดร. ไพลิน เงาตระการวิวัฒน์. การผลิตเชื้อเพลิงทางเลือกจากแก๊สทิ้งของกระบวนการไบโอเอทานอล. มหาวิทยาลัยบูรพา; 2564. ชลบุรี, สระแก้ว.