การวิจัยต่อยอดเพื่อผลิตแอนติบอสายเดี่ยวของมนุษย์ต่อโปรตีนเอสหลักของไวรัสโคโรนาในโรงงาน่ำองและการทดสอบประสิทธิภาพของแอนติบอดีในการต้านไวรัสโคดรนาในโมเดลสัตว์ทดลอง
บทวิเคราะห์งานวิจัย
งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาและผลิตแอนติบอดีสายเดี่ยวของมนุษย์ (transbody/superantibody) ที่สามารถจับกับโปรตีน 3CLpro ซึ่งเป็นโปรตีนหลักของไวรัส SARS-CoV-2 โดยใช้ระบบแบคทีเรียดิสเพลย์ (bacterial surface display system) กระบวนการวิจัยแบ่งออกเป็นสามขั้นตอนหลัก: การพัฒนาและทดสอบระบบการผลิตในห้องปฏิบัติการ การถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังโรงงานนำร่อง และการทดสอบประสิทธิภาพในโมเดลสัตว์ทดลอง
ขั้นตอนแรก: นักวิจัยได้พัฒนาระบบแบคทีเรียดิสเพลย์โดยใช้ Escherichia coli เพื่อผลิต transbody/superantibody ที่มีคุณสมบัติในการเข้าเซลล์และจับกับ 3CLpro โดยใช้ระบบการแสดงโปรตีนบนผิวเซลล์แบคทีเรีย และระบบการตัดโปรตีนโดยเอนไซม์ Ulp1 ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่าแอนติบอดีที่ผลิตได้สามารถยับยั้งกิจกรรมของ 3CLpro เข้าเซลล์เป้าหมายได้ และสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส SARS-CoV-2 ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ที่ก่อกังวล (variants of concern) ขั้นตอนนี้แสดงถึงความสำเร็จในการสร้างระบบการผลิตแอนติบอดีที่มีประสิทธิภาพในระดับห้องปฏิบัติการ
ขั้นตอนที่สอง: เป็นขั้นตอนสำคัญในการนำเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม นักวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังโรงงานนำร่อง MU Bio Pilot Plant อย่างไรก็ตาม พบปัญหาในการทำให้แอนติบอดีบริสุทธิ์ในปริมาณมาก จึงได้เปลี่ยนวิธีการผลิตจากระบบ bacterial surface display มาเป็นระบบ inclusion body ระบบนี้ช่วยให้การผลิตและการทำให้บริสุทธิ์แอนติบอดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขั้นตอนนี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวของทีมวิจัยในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการยกระดับการผลิต
ขั้นตอนที่สาม: เป็นการทดสอบประสิทธิภาพของแอนติบอดีที่ผลิตจากโรงงานนำร่องในโมเดลสัตว์ทดลอง (transgenic K18-hACE2 mice) ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าแอนติบอดีสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ SARS-CoV-2 สายพันธุ์ Delta ได้ดีเทียบเท่ากับยา Remdesivir ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษา COVID-19 ในปัจจุบัน ส่วนการทดสอบกับสายพันธุ์ Omicron ไม่พบไวรัสในปอดของหนูทดลอง ซึ่งอาจเป็นเพราะปริมาณไวรัสที่ใช้ในการทดลองน้อยเกินไป หรือ Omicron เป็นสายพันธุ์ที่ก่อโรคไม่รุนแรงและมักจำกัดอยู่ที่ทางเดินหายใจส่วนบน อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบกับสายพันธุ์ Delta แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของแอนติบอดีในการเป็นทางเลือกในการรักษา COVID-19
งานวิจัยนี้ยังมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการทำให้บริสุทธิ์แอนติบอดี เช่น การทดลองใช้กรดอะมิโนฮิสทิดีนจำนวน 6 หน่วยที่ปลาย N-terminal การใช้เรซินชนิดใหม่ และการพัฒนาระบบ Sortase self-cleave bacterial surface display system ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น งานวิจัยนี้จึงเป็นการศึกษารอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาในระดับห้องปฏิบัติการไปจนถึงการผลิตในระดับโรงงาน และการทดสอบประสิทธิภาพในโมเดลสัตว์ทดลอง แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค COVID-19
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมยาและชีวเภสัชภัณฑ์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้สามารถนำไปสู่การพัฒนาและผลิตยาต้านไวรัสโคโรนา โดยเฉพาะ transbody/superantibody ที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส อุตสาหกรรมนี้ต้องการการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างยาและวัคซีนใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และสามารถผลิตได้ในปริมาณมาก งานวิจัยนี้ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่โรคระบาดอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโปรตีนรีคอมบิแนนท์อื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมเกษตรกรรม
งานวิจัยนี้เหมาะกับอาชีพใด
งานวิจัยนี้เหมาะกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ดังนี้:
- นักวิจัยด้านชีววิทยาโมเลกุล: ผู้ที่เชี่ยวชาญในการออกแบบ สร้าง และทดสอบโมเลกุลของแอนติบอดี การใช้เทคนิคทางชีววิทยาโมเลกุลต่างๆ เช่น PCR, การเพาะเลี้ยงเซลล์ และการวิเคราะห์โปรตีน
- นักวิจัยด้านจุลชีววิทยา: ผู้ที่เชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงและการควบคุมการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
- นักวิจัยด้านวิศวกรรมชีวภาพ: ผู้ที่เชี่ยวชาญในการออกแบบและปรับปรุงระบบการผลิตโปรตีนรีคอมบิแนนท์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการต่างๆ เช่น การทำให้บริสุทธิ์โปรตีน
- นักวิทยาศาสตร์ด้านเภสัชกรรม: ผู้ที่เชี่ยวชาญในการพัฒนาและทดสอบยา รวมถึงการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์ของยา
- แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ: ผู้ที่สามารถนำความรู้จากงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วย รวมถึงการวิเคราะห์ผลการรักษาและการพัฒนาแนวทางการรักษาใหม่ๆ
| รหัสโครงการ : | 174130 |
| หัวหน้าโครงการ : | ศาสตราจารย์เกียรติคุณ วันเพ็ญ ชัยคำภา |
| ปีงบประมาณ : | 2565 |
| หน่วยงาน : | มหาวิทยาลัยมหิดล |
| สาขาวิจัย : | กลุ่มข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสุขภาพ |
| ประเภทโครงการ : | โครงการเดี่ยว |
| สถานะ : | ปิดโครงการ |
| คำสำคัญ : | |
| วัตถุประสงค์ : | - |
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ วันเพ็ญ ชัยคำภา. (2565). การวิจัยต่อยอดเพื่อผลิตแอนติบอสายเดี่ยวของมนุษย์ต่อโปรตีนเอสหลักของไวรัสโคโรนาในโรงงาน่ำองและการทดสอบประสิทธิภาพของแอนติบอดีในการต้านไวรัสโคดรนาในโมเดลสัตว์ทดลอง. มหาวิทยาลัยมหิดล. .
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ วันเพ็ญ ชัยคำภา. 2565. "การวิจัยต่อยอดเพื่อผลิตแอนติบอสายเดี่ยวของมนุษย์ต่อโปรตีนเอสหลักของไวรัสโคโรนาในโรงงาน่ำองและการทดสอบประสิทธิภาพของแอนติบอดีในการต้านไวรัสโคดรนาในโมเดลสัตว์ทดลอง". มหาวิทยาลัยมหิดล. .
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ วันเพ็ญ ชัยคำภา. "การวิจัยต่อยอดเพื่อผลิตแอนติบอสายเดี่ยวของมนุษย์ต่อโปรตีนเอสหลักของไวรัสโคโรนาในโรงงาน่ำองและการทดสอบประสิทธิภาพของแอนติบอดีในการต้านไวรัสโคดรนาในโมเดลสัตว์ทดลอง". มหาวิทยาลัยมหิดล, 2565. .
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ วันเพ็ญ ชัยคำภา. การวิจัยต่อยอดเพื่อผลิตแอนติบอสายเดี่ยวของมนุษย์ต่อโปรตีนเอสหลักของไวรัสโคโรนาในโรงงาน่ำองและการทดสอบประสิทธิภาพของแอนติบอดีในการต้านไวรัสโคดรนาในโมเดลสัตว์ทดลอง. มหาวิทยาลัยมหิดล; 2565. .